รอบเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ ควรดูอายุหรือสภาพการใช้งาน?

ควรกำหนดรอบเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ตามอายุหรือสภาพการใช้งาน?

รองเท้าเซฟตี้ที่พนักงานสวมทุกวัน อาจไม่ได้มีสภาพพร้อมใช้งานเท่ากันทั้งหมด แม้จะซื้อพร้อมกัน แจกในวันเดียวกัน และเป็นรุ่นเดียวกันก็ตาม เพราะลักษณะงานและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันย่อมส่งผลต่อการสึกหรอของรองเท้า
สำหรับบริษัทที่ต้องจัดซื้อรองเท้านิรภัยให้พนักงานเป็นประจำ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะต้องเปลี่ยนรองเท้าทุกกี่เดือน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า รองเท้าที่ใช้อยู่ยังสามารถป้องกันอันตรายในพื้นที่ทำงานได้อย่างเหมาะสมหรือไม่
การกำหนดรอบเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ควรพิจารณาทั้งอายุและสภาพการใช้งาน โดยใช้รอบเวลาเพื่อวางแผนตรวจสอบและจัดซื้อ แต่ใช้สภาพรองเท้า ความเสี่ยงของงาน และคำแนะนำผู้ผลิตเป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลัก หากรองเท้าชำรุดจนไม่สามารถป้องกันอันตรายได้ ต้องหยุดใช้และเปลี่ยนโดยไม่รอให้ครบกำหนด
ทำไมบริษัทไม่ควรกำหนดวันเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้จากอายุเพียงอย่างเดียว?
หลายองค์กรใช้ระบบแจกหรือเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ปีละครั้ง เพราะสะดวกในการจัดทำงบประมาณและควบคุมการเบิกอุปกรณ์ แต่รองเท้าทุกคู่ไม่ได้เสื่อมสภาพด้วยความเร็วเท่ากัน
ตัวอย่างเช่น พนักงานฝ่ายผลิตที่ยืนประจำเครื่องจักรอาจมีรูปแบบการสึกของรองเท้าต่างจากพนักงานคลังสินค้าที่เดินหลายชั่วโมงต่อวัน ขณะที่พนักงานก่อสร้างต้องสัมผัสพื้นขรุขระ เศษวัสดุ และความชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจทำให้รองเท้าเสียหายเร็วขึ้น
หากองค์กรใช้เกณฑ์เวลาอย่างเดียว อาจเกิดปัญหาสองด้าน คือ พนักงานบางคนต้องสวมรองเท้าที่เสื่อมสภาพต่อไปจนกว่าจะครบกำหนด หรือองค์กรต้องเปลี่ยนรองเท้าที่ยังผ่านการตรวจสภาพและยังเหมาะกับการใช้งานโดยไม่จำเป็น
แนวทางที่เหมาะสมจึงเป็นการกำหนด รอบตรวจสอบตามเวลา แต่ตัดสินใจเปลี่ยนตามความปลอดภัยและสภาพการใช้งานจริง
หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับข้อกำหนด OSHA 29 CFR 1910.132(e) ซึ่งระบุว่าไม่ควรนำ PPE ที่ชำรุดหรือมีข้อบกพร่องมาใช้งาน อย่างไรก็ตาม OSHA เป็นข้อกำหนดของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับโดยตรงกับสถานประกอบการไทย
เปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ตามอายุ กับเปลี่ยนตามสภาพ แตกต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อจำกัด การเลือกใช้ให้เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและระบบบริหารจัดการขององค์กร
|
ประเด็น |
เปลี่ยนตามอายุ |
เปลี่ยนตามสภาพจริง |
|---|---|---|
|
เกณฑ์ตัดสินใจ |
ระยะเวลาที่กำหนด |
ผลตรวจและความสามารถในการป้องกัน |
|
วางแผนงบประมาณ |
ทำได้ง่าย |
ต้องใช้ประวัติการใช้งาน |
|
ความยืดหยุ่น |
ค่อนข้างต่ำ |
สูง |
|
ความเสี่ยง |
อาจใช้รองเท้าเสียหายต่อจนถึงกำหนด |
ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการตรวจ |
|
ความเหมาะสม |
ใช้กำหนดรอบจัดซื้อ |
ใช้พิจารณาสภาพพร้อมใช้งาน |
การใช้สองระบบร่วมกันช่วยให้บริษัทวางแผนต้นทุนได้ ขณะเดียวกันก็รองรับกรณีที่พนักงานต้องเปลี่ยนรองเท้าก่อนครบกำหนดได้อย่างเหมาะสม
อายุการใช้งานรองเท้าเซฟตี้มีตัวเลขมาตรฐานหรือไม่?
ไม่มีตัวเลขอายุการใช้งานเดียวที่ใช้ได้กับรองเท้าเซฟตี้ทุกยี่ห้อ ทุกวัสดุ และทุกสภาพงาน
มาตรฐาน ISO 20345:2021 กำหนดข้อกำหนดพื้นฐานและคุณสมบัติเพิ่มเติมของรองเท้านิรภัย เช่น การป้องกันอันตรายทางกลและความต้านทานการลื่น แต่ไม่ควรนำหมายเลขมาตรฐานดังกล่าวไปตีความว่ารองเท้าทุกรุ่นสามารถใช้งานได้เป็นจำนวนปีเท่ากัน
สัญญาณที่บอกว่ารองเท้าเซฟตี้ไม่ควรใช้งานต่อ
รองเท้าที่ดูเก่าหรือเปื้อนฝุ่นไม่ได้หมายความว่าหมดสภาพทันที แต่หากพบความเสียหายต่อส่วนประกอบที่ใช้ป้องกันอันตราย ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1. พื้นรองเท้าสึกจนการยึดเกาะลดลง
พื้นรองเท้าเป็นส่วนที่สัมผัสพื้นที่ทำงานโดยตรง หากดอกยางสึกมาก ผิวพื้นเรียบผิดปกติ หรือมีรอยเสียหาย การยึดเกาะอาจลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่เปียกหรือมีคราบน้ำมัน
ผู้สวมใส่ไม่ควรรอให้เกิดการลื่นล้มก่อนจึงรายงานปัญหา ควรตรวจพื้นรองเท้าเป็นประจำและให้ผู้รับผิดชอบประเมินเมื่อพบการสึกผิดปกติ
2. พื้นรองเท้าแยกหรือแตกร้าว
รอยแยกระหว่างพื้นกับตัวรองเท้าอาจทำให้ความมั่นคงในการเดินลดลง และอาจเปิดช่องให้น้ำหรือสิ่งปนเปื้อนเข้าสู่รองเท้า
หากรอยแยกกระทบโครงสร้างหรือคุณสมบัติป้องกัน ต้องหยุดใช้ ไม่ควรใช้กาวทั่วไปซ่อมเองแล้วถือว่ารองเท้ากลับมาผ่านมาตรฐานเดิม
3. หัวนิรภัยได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
หัวเหล็กและหัวคอมโพสิตออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันอันตรายตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ แต่เมื่อได้รับแรงกระแทกรุนแรง โครงสร้างภายในอาจได้รับความเสียหาย แม้ภายนอกจะไม่เห็นรอยชัดเจน
ควรหยุดใช้งานและตรวจตามคำแนะนำผู้ผลิต หากไม่สามารถยืนยันความสมบูรณ์ของส่วนป้องกันได้ ควรเปลี่ยนรองเท้าใหม่
4. วัสดุด้านบนฉีกขาดหรือเสียรูป
หากหนัง ผ้า หรือวัสดุส่วนบนขาดจนทำให้เท้าสัมผัสสิ่งอันตรายได้ง่ายขึ้น หรือรองเท้าไม่สามารถป้องกันน้ำและสิ่งปนเปื้อนตามคุณสมบัติที่ต้องใช้ในงานได้ ควรนำรองเท้าออกจากการใช้งานเพื่อประเมิน
5. แผ่นป้องกันการเจาะทะลุได้รับความเสียหาย
รองเท้าบางรุ่นมีชั้นป้องกันการเจาะทะลุจากวัสดุแหลมคม หากถูกตะปูหรือเศษโลหะแทงจนเกิดความเสียหาย ไม่ควรสรุปว่ายังใช้ได้เพียงเพราะดึงวัตถุออกแล้ว
ต้องตรวจสอบว่าชั้นป้องกันยังคงสมบูรณ์หรือไม่ และเปลี่ยนรองเท้าเมื่อไม่สามารถยืนยันคุณสมบัติการป้องกันได้
6. รองเท้าผิดรูปจนสวมใส่ไม่มั่นคง
รองเท้าที่ส้นยุบผิดรูป ด้านในเสียหาย หรือเกิดการเคลื่อนของเท้าขณะเดิน อาจทำให้การทรงตัวและความกระชับลดลง
หากความผิดปกติเกิดจากแผ่นรองด้านใน ต้องตรวจสอบก่อนว่าสามารถเปลี่ยนเฉพาะแผ่นรองได้หรือไม่ และควรเลือกอุปกรณ์ทดแทนที่ผู้ผลิตยืนยันว่าใช้ร่วมกับรองเท้ารุ่นนั้นได้
แนวทางตรวจสภาพรองเท้าเซฟตี้ก่อนเริ่มงาน
การตรวจสภาพไม่จำเป็นต้องเป็นขั้นตอนซับซ้อน แต่ควรมีรายการตรวจที่ชัดเจนและเหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงาน
สำหรับองค์กรที่มีพนักงานจำนวนมาก สามารถนำรายการตรวจนี้ไปจัดทำแบบฟอร์มกระดาษหรือระบบออนไลน์ โดยเพิ่มช่องบันทึกชื่อพนักงาน รุ่นรองเท้า วันที่ตรวจ และรายละเอียดความเสียหาย
หากพบข้อบกพร่องที่อาจกระทบความปลอดภัย ให้แยกรองเท้าออกจากการใช้งานและส่งประเมิน ไม่ควรตีความว่าการตรวจผ่านจากภายนอกเป็นการรับรองคุณสมบัติภายในทั้งหมด
ควรกำหนดรอบตรวจและเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้อย่างไรให้เหมาะกับโรงงาน?
การกำหนดรอบเวลาเป็นเครื่องมือในการบริหาร ไม่ใช่หลักฐานว่ารองเท้าจะปลอดภัยจนถึงวันที่กำหนด
ตัวอย่างแนวทางที่องค์กรสามารถใช้เริ่มต้นออกแบบระบบตรวจสอบมีดังนี้
|
ช่วงเวลา |
สิ่งที่ควรดำเนินการ |
|---|---|
|
ก่อนเริ่มใช้งาน |
ตรวจสภาพเบื้องต้นโดยผู้สวมใส่ |
|
ทุกเดือน |
หัวหน้างานหรือผู้รับผิดชอบติดตามรองเท้าที่สึกหรอเร็ว |
|
ทุก 3 เดือน |
ทบทวนสภาพรองเท้าในหน่วยงานที่มีความเสี่ยงสูง |
|
ทุก 6 เดือน |
ประเมินข้อมูลความเสียหายและวางแผนจัดซื้อ |
|
ก่อนรอบเปลี่ยนประจำปี |
ตรวจสภาพและพิจารณาแผนแจกหรือเปลี่ยนรองเท้า |
|
เมื่อเกิดความเสียหายสำคัญ |
หยุดใช้งานและพิจารณาเปลี่ยนทันที |
หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นตัวอย่างนโยบายการตรวจภายในองค์กร ไม่ใช่รอบเวลาที่ ISO หรือ OSHA กำหนดสำหรับรองเท้าทุกประเภท ต้องปรับตามความเสี่ยง คู่มือผู้ผลิต และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
งานประเภทใดควรตรวจรองเท้าบ่อยเป็นพิเศษ?
งานคลังสินค้าและโลจิสติกส์: เน้นพื้นรองเท้า ความมั่นคงขณะเดิน และความเสียหายจากการเคลื่อนย้ายสินค้า เพราะพนักงานอาจเดินบนพื้นคอนกรีตเป็นเวลานาน
งานก่อสร้าง: ควรให้ความสำคัญกับพื้นรองเท้า รอยเจาะทะลุ และหัวนิรภัย เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสเศษวัสดุและวัตถุแหลมคม
งานโรงงานผลิต: ประเมินตามความเสี่ยงของเครื่องจักร สิ่งของตกหล่น พื้นเปียก และความร้อนที่อาจพบในหน้างาน
งานที่สัมผัสสารเคมี: ต้องตรวจทั้งความเหมาะสมของรองเท้าต่อสารเคมีที่เกี่ยวข้องและความเสียหายจากการปนเปื้อน รองเท้าเซฟตี้ทั่วไปไม่ได้มีคุณสมบัติป้องกันสารเคมีทุกชนิด
การกำหนดความถี่จึงควรเริ่มจากการประเมินอันตรายของพื้นที่ทำงาน ไม่ใช่ใช้รอบเวลาเดียวกันกับทุกแผนก
วิธีจัดระบบเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้สำหรับพนักงานอย่างเป็นขั้นตอน
องค์กรที่ต้องจัดการรองเท้าให้พนักงานจำนวนมากควรมีระบบที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ แทนการแจกปีละครั้งโดยไม่มีข้อมูลประกอบ
ขั้นตอนที่ 1 ประเมินความเสี่ยงของแต่ละตำแหน่ง
เริ่มจากระบุว่าพนักงานต้องเผชิญความเสี่ยงประเภทใด เช่น ของหนักตกทับ วัตถุแหลมคม พื้นลื่น ไฟฟ้า หรือสารเคมี แล้วเลือกคุณสมบัติของรองเท้าให้สอดคล้องกับงาน
หากหน้าที่ของพนักงานเปลี่ยนไป ต้องทบทวนความเหมาะสมของรองเท้าด้วย แม้ว่ารองเท้าคู่เดิมจะยังไม่ชำรุดก็ตาม
ขั้นตอนที่ 2 กำหนดรอบตรวจตามระดับความเสี่ยง
ให้ จป. และหัวหน้างานร่วมกำหนดว่าหน่วยงานใดต้องตรวจอย่างละเอียดบ่อยกว่าปกติ พร้อมอธิบายวิธีตรวจแก่พนักงาน เพื่อให้ทุกคนสังเกตความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก
การตรวจที่ดีควรใช้ทั้งการสังเกตของผู้สวมใส่และการประเมินโดยผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่อาศัยเพียงรูปภาพรองเท้าเก่ากับใหม่มาเปรียบเทียบ
ขั้นตอนที่ 3 สร้างประวัติรองเท้าแต่ละคู่
ข้อมูลที่ควรบันทึกประกอบด้วย วันที่เริ่มใช้ รุ่นรองเท้า พนักงานผู้รับผิดชอบ หน่วยงาน วันที่ตรวจ สภาพรองเท้า และเหตุผลในการเปลี่ยน
หากมีการเปลี่ยนก่อนกำหนด ควรบันทึกสาเหตุ เช่น พื้นสึก หัวนิรภัยเสียหาย หรือรองเท้าไม่เหมาะกับสภาพงาน
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้การกำหนดรอบในอนาคตอ้างอิงการใช้งานจริงขององค์กรได้
ขั้นตอนที่ 4 กำหนดผู้อนุมัติและช่องทางเบิกเปลี่ยน
พนักงานควรทราบว่าหากรองเท้าเสียก่อนกำหนดต้องแจ้งใคร และมีขั้นตอนรับรองเท้าทดแทนอย่างไร
ไม่ควรให้ขั้นตอนเอกสารหรือรอบเบิกประจำปีเป็นเหตุให้พนักงานต้องกลับไปใช้งานพร้อมรองเท้าที่ไม่ปลอดภัย
ขั้นตอนที่ 5 ทบทวนข้อมูลและปรับนโยบาย
เมื่อมีประวัติการใช้สะสม องค์กรสามารถวิเคราะห์ว่ารองเท้ารุ่นใดมีปัญหาในหน่วยงานใด และสาเหตุการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นบ่อยคืออะไร
หากพบว่ารองเท้ารุ่นหนึ่งเสื่อมเร็วกว่าที่คาด ควรตรวจสอบทั้งความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ ความเสี่ยงในพื้นที่ และวิธีดูแลรักษา ก่อนสรุปว่าปัญหาเกิดจากคุณภาพรองเท้าเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างการใช้ข้อมูลจริงเพื่อกำหนดรอบเปลี่ยน
สมมติว่าองค์กรแห่งหนึ่งมีพนักงานคลังสินค้าและพนักงานฝ่ายผลิต โดยทั้งสองแผนกใช้รองเท้ารุ่นเดียวกัน
หลังจากจัดทำบันทึกการตรวจ องค์กรอาจพบว่าพนักงานคลังสินค้ามีปัญหาดอกยางสึกเป็นหลัก ขณะที่พนักงานฝ่ายผลิตมีปัญหาวัสดุส่วนบนเสียหายจากสภาพแวดล้อม
ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า องค์กรไม่ควรใช้จำนวนเดือนอย่างเดียวในการตัดสินใจ แต่ควรนำสาเหตุความเสียหายมาใช้ทบทวนการเลือกรุ่นรองเท้าและความถี่ในการตรวจ
นี่เป็นเพียงสถานการณ์สมมติเพื่ออธิบายการนำข้อมูลไปใช้ ไม่ใช่ผลการสำรวจหรือกรณีศึกษาของบริษัทจริง
ตัวชี้วัดที่ควรเก็บเพิ่ม
องค์กรสามารถติดตามอายุการใช้งานเฉลี่ยหรือค่ามัธยฐานของรองเท้าที่ต้องเปลี่ยน แยกตามรุ่นและหน่วยงาน พร้อมบันทึกสัดส่วนการเปลี่ยนก่อนกำหนดและเหตุผลการเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม รองเท้าแต่ละกลุ่มอาจมีชั่วโมงการใช้งานต่างกัน การเปรียบเทียบเฉพาะจำนวนเดือนจึงอาจทำให้เข้าใจผิดได้ ควรพิจารณาจำนวนวันหรือชั่วโมงใช้งานร่วมด้วยเมื่อมีข้อมูลเพียงพอ
รองเท้าที่ยังดูใหม่ แต่เก็บไว้นาน สามารถนำมาใช้งานได้หรือไม่?
รองเท้าเซฟตี้ที่เก็บอยู่ในคลังนานหลายปีอาจมีสภาพแตกต่างจากรองเท้าที่เพิ่งผลิต แม้จะไม่เคยสวมใส่เลยก็ตาม
วัสดุบางประเภทอาจเปลี่ยนสภาพจากความชื้น ความร้อน หรือระยะเวลาการจัดเก็บ เช่น พื้นรองเท้าที่เกิดการเสื่อมของวัสดุหรือรอยต่อที่ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม
ก่อนนำรองเท้าที่จัดเก็บไว้นานมาแจก ควรตรวจข้อมูลวันที่ผลิต คำแนะนำการเก็บรักษาและอายุการจัดเก็บจากผู้ผลิต ตลอดจนตรวจสภาพรองเท้าจริง
วันที่ผลิตไม่ใช่วันหมดอายุโดยอัตโนมัติ และไม่ควรใช้จำนวนปีเดียวกันกับรองเท้าทุกวัสดุ หากคู่มือผู้ผลิตระบุข้อจำกัดเฉพาะ ต้องยึดข้อจำกัดนั้นเป็นหลัก
ลดต้นทุนการเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้โดยไม่ลดความปลอดภัยได้อย่างไร?
การควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ได้หมายความว่าจะต้องยืดอายุรองเท้าทุกคู่ให้นานที่สุด แต่เป็นการเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับงานและลดความเสียหายที่สามารถป้องกันได้
องค์กรสามารถเริ่มจากการจัดซื้อรองเท้าที่มีคุณสมบัติเหมาะกับพื้นที่ทำงานและขนาดเท้าที่ถูกต้อง ส่งเสริมการทำความสะอาดและจัดเก็บตามคำแนะนำผู้ผลิต รวมถึงตรวจสอบสาเหตุของการชำรุดก่อนกำหนด
อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือการเลือกวัสดุพื้นรองเท้า รองเท้าสองรุ่นที่มีคุณสมบัติป้องกันพื้นฐานใกล้เคียงกันอาจมีความเหมาะสมต่อความร้อน น้ำมัน หรือพื้นผิวแตกต่างกัน การเลือกรุ่นที่เหมาะกับงานตั้งแต่ต้นจึงสำคัญกว่าการเปรียบเทียบราคาเพียงอย่างเดียว
ไม่ควรลดต้นทุนด้วยการซ่อมแซมหรือดัดแปลงส่วนป้องกันโดยไม่มีการรับรองจากผู้ผลิต เพราะอาจทำให้คุณสมบัติด้านความปลอดภัยเปลี่ยนแปลงไป
สรุป ควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ตามอายุหรือสภาพการใช้งาน?
คำตอบคือ ควรใช้ทั้งสองเกณฑ์ร่วมกัน แต่ให้ความปลอดภัยและสภาพการใช้งานเป็นตัวตัดสินหลัก
การกำหนดรอบเวลาเหมาะสำหรับบริหารงบประมาณ จัดซื้อ และติดตามสภาพรองเท้า ส่วนการตรวจสภาพจริงช่วยให้พบปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดและลดโอกาสที่พนักงานจะต้องใช้อุปกรณ์ที่ไม่พร้อมใช้งาน
สำหรับองค์กรที่ต้องการวางระบบเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ ควรเริ่มจากการประเมินความเสี่ยง จัดทำรายการตรวจ กำหนดขั้นตอนเบิกเปลี่ยน และเก็บประวัติการใช้งาน เพื่อพัฒนานโยบายที่เหมาะกับพนักงานแต่ละกลุ่ม
หากต้องการเลือก รองเท้าเซฟตี้สำหรับพนักงานโรงงานและคลังสินค้า สามารถศึกษารุ่นและคุณสมบัติที่เหมาะสมกับลักษณะงานจาก Master Safety โดยตรวจสอบมาตรฐานและรายละเอียดของแต่ละรุ่นก่อนตัดสินใจ
FAQ คำถามที่พบบ่อย
1. รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนทุกกี่เดือน?
ไม่มีระยะเวลาที่เหมาะกับรองเท้าทุกคู่ บริษัทควรกำหนดรอบตรวจตามลักษณะงานและความเสี่ยง โดยเปลี่ยนเมื่อพบความเสียหายที่กระทบคุณสมบัติป้องกัน หรือเมื่อถึงข้อจำกัดที่ผู้ผลิตกำหนด
2. รองเท้าเซฟตี้ใช้งานครบ 1 ปี จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพียงเพราะครบหนึ่งปี หากไม่มีข้อกำหนดเฉพาะและผ่านการตรวจว่ายังเหมาะกับงาน แต่หากองค์กรมีนโยบายเปลี่ยนประจำปี ก็ควรปฏิบัติตามนโยบายพร้อมเปิดโอกาสให้เปลี่ยนก่อนกำหนดเมื่อชำรุด
3. รองเท้าเซฟตี้ยังไม่ขาด แต่พื้นเริ่มลื่น ควรเปลี่ยนไหม?
ควรหยุดใช้งานเพื่อตรวจประเมิน โดยเฉพาะเมื่อพบว่าดอกยางสึกมากหรือการยึดเกาะลดลง หากไม่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยของงานและผู้ผลิต ควรเปลี่ยนรองเท้าใหม่
4. บริษัทควรกำหนดรอบตรวจรองเท้าเซฟตี้อย่างไร?
ควรให้พนักงานตรวจสภาพก่อนใช้งานและกำหนดการตรวจเพิ่มเติมตามระดับความเสี่ยงของแต่ละแผนก พร้อมบันทึกผลตรวจและจัดให้มีขั้นตอนเปลี่ยนรองเท้าที่ชำรุดทันที
5. รองเท้าเซฟตี้ที่เก็บไว้นานแต่ไม่เคยใส่ ใช้งานได้หรือไม่?
อาจใช้งานได้หากยังอยู่ภายในเงื่อนไขการเก็บรักษาของผู้ผลิตและผ่านการตรวจสภาพ วัสดุบางประเภทเสื่อมสภาพระหว่างจัดเก็บได้ แม้รองเท้าจะไม่เคยผ่านการใช้งาน
6. รองเท้าเซฟตี้หัวเหล็กถูกกระแทก แต่ยังไม่บุบ ต้องเปลี่ยนไหม?
ควรหยุดใช้และตรวจประเมิน เพราะแรงกระแทกอาจสร้างความเสียหายที่มองไม่เห็นจากภายนอก หากไม่สามารถยืนยันความสมบูรณ์ของหัวนิรภัยได้ ควรเปลี่ยนคู่ใหม่
7. ใครควรเป็นผู้กำหนดรอบเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ในโรงงาน?
ควรให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย หัวหน้างาน และฝ่ายที่รับผิดชอบ PPE ร่วมกันกำหนด โดยใช้การประเมินความเสี่ยง คู่มือผู้ผลิต ผลตรวจสภาพ และข้อมูลการใช้งานจริงของพนักงาน
#รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้าเซฟตี้สำหรับผู้สูงอายุ #รองเท้าเซฟตี้ใส่สบาย #รองเท้าเซฟตี้กันลื่น #รองเท้าเซฟตี้น้ำหนักเบา #ความปลอดภัยในการทำงาน #MasterSafety
- ปรึกษาฟรีทาง Line : @516hquje
- สนใจสินค้ารองเท้าเซฟตี้ >> ดูรายละเอียด <<
- Facebook : Master Safety ตัวแทนนำเข้า Safety Jogger รายใหญ่ที่สุดในไทย
- บทความก่อนหน้าเกี่ยวกับ : รองเท้าเซฟตี้
-
โพสต์ใน
รองเท้านิรภัย, รองเท้าหัวเหล็ก, รองเท้าเซฟตี้





