อุบัติเหตุจากเท้า ป้องกันด้วยรองเท้าเซฟตี้แบบใด?

อุบัติเหตุจากเท้า ป้องกันด้วยรองเท้าเซฟตี้แบบใด?

อุบัติเหตุจากเท้าในที่ทำงาน ป้องกันได้ด้วยรองเท้าเซฟตี้แบบใด?

เท้าอาจเป็นอวัยวะที่หลายคนไม่ได้นึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงอุบัติเหตุในการทำงาน แต่ในความเป็นจริง เท้าต้องเผชิญทั้งของหนักตกใส่ วัสดุแหลมคมทิ่มทะลุ พื้นเปียกลื่น สารเคมี ความร้อน รวมถึงความเสี่ยงด้านไฟฟ้า

อุบัติเหตุบางครั้งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที แต่ผลกระทบอาจทำให้ต้องหยุดงานเป็นเวลานาน รองเท้าที่ใส่ทำงานจึงไม่ควรเลือกจากรูปลักษณ์หรือราคาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ควรเลือกใช้ รองเท้าเซฟตี้หรือรองเท้านิรภัยที่มีคุณสมบัติตรงกับลักษณะงาน


อุบัติเหตุจากเท้าในที่ทำงานมีอะไรบ้าง?

ความเสี่ยงของแต่ละสถานที่ทำงานไม่เหมือนกัน ภายในโรงงานอาจมีรถเข็นหรือชิ้นงานหนัก ขณะที่ไซต์ก่อสร้างอาจมีตะปู เศษเหล็ก และพื้นต่างระดับ ส่วนครัว โรงพยาบาล หรือโรงงานอาหารมักพบปัญหาพื้นเปียกและลื่น

อุบัติเหตุที่พบได้ในสถานที่ทำงาน ได้แก่

  • ของหนักหรือเครื่องมือตกใส่ปลายเท้า
  • รถเข็น พาเลต หรือวัสดุกลิ้งทับเท้า
  • ตะปู เศษโลหะ หรือวัสดุแหลมแทงทะลุพื้นรองเท้า
  • ลื่นล้มบนพื้นเปียก พื้นมัน หรือพื้นที่มีคราบน้ำมัน
  • ข้อเท้าพลิกจากพื้นขรุขระหรือรองเท้าไม่กระชับ
  • เท้าสัมผัสสารเคมี ของเหลวร้อน หรือพื้นผิวที่มีอุณหภูมิสูง
  • อันตรายจากไฟฟ้าหรือการสะสมของไฟฟ้าสถิต
  • ปวดฝ่าเท้า ส้นเท้า และขาจากการยืนหรือเดินเป็นเวลานาน

แนวทางของ OSHA ระบุว่าควรใช้รองเท้าป้องกันเมื่อมีความเสี่ยงจากวัตถุตกหรือกลิ้ง วัตถุเจาะพื้นรองเท้า และอันตรายทางไฟฟ้าบางประเภทที่ยังคงเหลืออยู่หลังใช้มาตรการควบคุมอื่นแล้ว


เลือกรองเท้าเซฟตี้ให้ตรงกับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

ความเสี่ยงในหน้างาน คุณสมบัติรองเท้าที่ควรเลือก ตัวอย่างงาน
ของหนักตกหรือกลิ้งทับ หัวรองเท้านิรภัย ป้องกันแรงกระแทกและแรงบีบอัด โรงงาน คลังสินค้า งานขนส่ง
ตะปูหรือเศษโลหะแทงเท้า ชั้นป้องกันการเจาะทะลุบริเวณพื้นรองเท้า งานก่อสร้าง งานช่าง งานรีไซเคิล
พื้นเปียกหรือมีคราบน้ำมัน พื้นกันลื่นที่เหมาะกับพื้นผิวและสิ่งปนเปื้อนจริง โรงงานอาหาร ครัว โรงพยาบาล อู่ซ่อมรถ
พื้นขรุขระหรือต่างระดับ รองเท้าทรงกระชับ พื้นยึดเกาะดี และรองรับข้อเท้าเหมาะสม ไซต์ก่อสร้าง งานภาคสนาม
งานเกี่ยวกับไฟฟ้า รองเท้าที่ผ่านการรับรองด้านอันตรายทางไฟฟ้าตามลักษณะงาน ช่างไฟ งานบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า
ไฟฟ้าสถิต รองเท้า Antistatic หรือ ESD ตามข้อกำหนดของพื้นที่ อิเล็กทรอนิกส์ ห้องควบคุม พื้นที่ไวต่อไฟฟ้าสถิต
สารเคมีหรือของเหลวกัดกร่อน รองเท้าหรือบูตที่วัสดุทนต่อสารเคมีชนิดนั้น ห้องปฏิบัติการ โรงงานเคมี งานทำความสะอาด
ความร้อนหรือสะเก็ดโลหะ พื้นทนความร้อนและรูปแบบรองเท้าสำหรับงานเฉพาะ งานเชื่อม โรงหล่อ งานโลหะ
ยืนหรือเดินเป็นเวลานาน น้ำหนักเหมาะสม มีระบบรองรับแรงกระแทก และขนาดพอดี สายการผลิต คลังสินค้า งานบริการ

คำว่า “รองเท้าเซฟตี้” ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าทุกคู่จะกันลื่นได้ดีในทุกสภาพพื้น HSE แนะนำให้เลือกและทดลองรองเท้ากับพื้นผิวและสิ่งปนเปื้อนในสถานที่ทำงานจริง เพราะผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการอาจไม่ครอบคลุมทุกสภาพหน้างาน 


รองเท้าหัวเหล็กอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่เสมอไป

รองเท้าหัวเหล็กเน้นปกป้องบริเวณปลายเท้าจากแรงกระแทกและแรงบีบอัด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันตะปูแทง กันลื่น ทนสารเคมี หรือป้องกันอันตรายทางไฟฟ้าได้โดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างเช่น พนักงานก่อสร้างอาจต้องการทั้งหัวนิรภัยและชั้นป้องกันการเจาะทะลุ ขณะที่พนักงานในโรงงานอาหารอาจให้ความสำคัญกับพื้นกันลื่นและการทำความสะอาดง่ายมากกว่า

ดังนั้น ก่อนเลือกซื้อควรถามว่า หน้างานมีอันตรายอะไรบ้าง แทนที่จะถามเพียงว่า “รองเท้าคู่นี้มีหัวเหล็กหรือไม่”

หัวรองเท้านิรภัยแบบไหนเหมาะกับงาน?

ประเภทหัวรองเท้า จุดเด่น ข้อควรพิจารณา
หัวเหล็ก แข็งแรง รูปทรงไม่หนามาก และราคาเข้าถึงง่าย มีน้ำหนักและนำอุณหภูมิได้
หัวคอมโพสิต น้ำหนักเบา ไม่มีโลหะ และนำความร้อนหรือความเย็นน้อยกว่าเหล็ก อาจมีรูปทรงหนากว่าและราคาสูงกว่า
หัวอะลูมิเนียมหรืออัลลอย เบากว่าหัวเหล็กและมีความแข็งแรง เป็นโลหะและมักมีราคาสูงกว่า

ไม่ว่าจะเป็นหัวเหล็ก คอมโพสิต หรืออัลลอย ควรตรวจสอบว่ารองเท้าผ่านมาตรฐานและระดับการป้องกันที่ต้องการหรือไม่ วัสดุของหัวรองเท้าเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันคุณสมบัติด้านไฟฟ้าได้


รองเท้า ESD กับรองเท้าป้องกันไฟฟ้าช็อตเหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน และไม่ควรใช้แทนกันโดยไม่ตรวจสอบ

รองเท้า ESD หรือรองเท้าป้องกันไฟฟ้าสถิต มีหน้าที่ช่วยควบคุมและระบายประจุไฟฟ้าสถิต เหมาะกับงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือพื้นที่ซึ่งไวต่อการเกิดประกายไฟ

ส่วนรองเท้าที่ใช้กับความเสี่ยงจากไฟฟ้าช็อตต้องได้รับการออกแบบและทดสอบสำหรับอันตรายทางไฟฟ้าประเภทนั้นโดยเฉพาะ การเห็นคำว่า ESD, Antistatic หรือการใช้หัวคอมโพสิต จึงไม่ได้แปลว่ารองเท้าคู่นั้นสามารถป้องกันไฟฟ้าช็อตได้

งานไฟฟ้าควรพิจารณาจากการประเมินความเสี่ยง มาตรฐานที่รับรอง และคำแนะนำของผู้ผลิตหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย


ตรวจสอบมาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ก่อนซื้อ

มาตรฐานช่วยยืนยันว่ารองเท้าได้ผ่านการทดสอบตามข้อกำหนด ไม่ใช่อาศัยเพียงคำโฆษณาว่าเป็นรองเท้าหัวเหล็กหรือรองเท้ากันลื่น

ตัวอย่างมาตรฐานที่ควรรู้ ได้แก่

  • มอก. 523-2564 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสำหรับรองเท้าหนังนิรภัย ตรวจสอบรายละเอียดได้จาก สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
  • ISO 20345:2021 ข้อกำหนดสำหรับรองเท้านิรภัย ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดพื้นฐานและคุณสมบัติเสริม เช่น ความเสี่ยงเชิงกล การกันลื่น ความร้อน และหลักสรีรศาสตร์ ISO – Safety Footwear

ก่อนสั่งซื้อจำนวนมาก องค์กรควรขอเอกสารรับรองหรือผลการทดสอบจากผู้จำหน่าย พร้อมตรวจสอบว่ารหัสรุ่นบนเอกสารตรงกับสินค้าที่ได้รับจริง


7 วิธีเลือกรองเท้าเซฟตี้ให้ปลอดภัยและใส่ทำงานได้จริง

1. เริ่มจากการประเมินความเสี่ยง

สำรวจว่าพนักงานต้องเผชิญกับของหนัก ของแหลม พื้นลื่น ไฟฟ้า สารเคมี หรือความร้อนหรือไม่ หนึ่งตำแหน่งงานอาจมีความเสี่ยงมากกว่าหนึ่งประเภท

2. เลือกคุณสมบัติให้ตรงกับอันตราย

หากมีตะปูควรเน้นการป้องกันการเจาะทะลุ หากพื้นมีน้ำมันต้องพิจารณาพื้นกันลื่นที่เหมาะกับน้ำมัน ไม่ควรเลือกรองเท้าหนึ่งรุ่นใช้กับทุกแผนกโดยไม่ได้ประเมินหน้างาน

3. ตรวจสอบมาตรฐานและเอกสารรับรอง

ดูเครื่องหมาย ฉลาก รหัสรุ่น และผลการทดสอบ อย่าพิจารณาจากรูปลักษณ์หรือคำว่า “Safety” บนกล่องเพียงอย่างเดียว

4. เลือกขนาดที่กระชับแต่ไม่บีบเท้า

ปลายเท้าควรมีพื้นที่ขยับได้เล็กน้อย ส้นเท้าไม่หลุดขณะเดิน และหัวนิรภัยไม่กดนิ้วเท้า ควรลองพร้อมถุงเท้าที่ใช้ทำงานจริง

5. ให้พนักงานทดลองสวม

รูปเท้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รองเท้าที่ใส่ไม่สบายอาจทำให้พนักงานไม่อยากสวม หรือเดินผิดท่าจนเกิดความเมื่อยล้าและอุบัติเหตุอื่นตามมา

6. ทดลองกับสภาพหน้างานจริง

โดยเฉพาะรองเท้ากันลื่น ควรทดลองในพื้นที่ใช้งานจริงก่อนสั่งซื้อจำนวนมาก พร้อมเก็บความคิดเห็นเรื่องการยึดเกาะ น้ำหนัก ความร้อน และความสบาย

7. ตรวจสภาพเป็นประจำ

รองเท้าที่เคยได้มาตรฐานอาจสูญเสียประสิทธิภาพเมื่อพื้นสึก ตะเข็บขาด หรือโครงสร้างได้รับแรงกระแทกรุนแรง จึงควรมีรอบตรวจสอบและเกณฑ์เปลี่ยนที่ชัดเจน


รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนเมื่อใด?

รองเท้าเซฟตี้ไม่มีอายุการใช้งานตายตัวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งาน สภาพแวดล้อม น้ำหนักตัว วิธีเดิน และการดูแลรักษา

ควรพิจารณาเปลี่ยนรองเท้าเมื่อพบว่า

  • พื้นรองเท้าสึกจนดอกยางตื้นหรือเรียบ
  • พื้นแตกร้าว แข็งตัว หรือแยกออกจากตัวรองเท้า
  • หัวนิรภัยได้รับแรงกระแทกรุนแรง
  • มีวัตถุแหลมแทงทะลุหรือสร้างความเสียหายต่อพื้น
  • ตัวรองเท้าฉีกขาดจนไม่สามารถป้องกันน้ำหรือสารเคมีได้
  • แผ่นรองยุบตัวและไม่สามารถรองรับเท้าได้เหมือนเดิม
  • รองเท้าหลวมหรือผิดรูปจนเดินไม่มั่นคง
  • ผู้ผลิตกำหนดให้เปลี่ยนหลังเกิดเหตุหรือครบระยะเวลาที่ระบุ

แม้ภายนอกจะยังดูดี แต่หากโครงสร้างด้านในได้รับความเสียหาย ก็ไม่ควรฝืนใช้งานต่อ


รองเท้าเซฟตี้เป็นเพียงหนึ่งในมาตรการป้องกัน

การมีรองเท้าเซฟตี้ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้พื้นมีน้ำมัน เศษตะปู หรือสิ่งกีดขวางได้ตามปกติ องค์กรยังต้องจัดการที่ต้นเหตุ เช่น

  • ซ่อมแซมพื้นและเครื่องจักรที่มีการรั่วไหล
  • ทำความสะอาดน้ำและคราบน้ำมันทันที
  • แยกทางเดินออกจากพื้นที่ขนย้ายวัสดุ
  • จัดเก็บเครื่องมือและเศษวัสดุให้เป็นระเบียบ
  • ติดตั้งแผงกั้นหรืออุปกรณ์ป้องกันเมื่อจำเป็น
  • อบรมพนักงานให้สวมและดูแล PPE อย่างถูกต้อง

รองเท้าเซฟตี้คือด่านป้องกันสุดท้ายที่ช่วยลดความรุนแรงเมื่ออันตรายยังไม่สามารถกำจัดออกไปได้ทั้งหมด


สรุป: รองเท้าเซฟตี้แบบใดช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากเท้าได้?

คำตอบไม่ได้มีเพียงรุ่นเดียว เพราะต้องพิจารณาจากความเสี่ยงของงาน หากมีของหนักควรใช้หัวรองเท้านิรภัย หากมีตะปูต้องเพิ่มชั้นป้องกันการเจาะทะลุ ส่วนพื้นที่เปียกหรือมีน้ำมันต้องให้ความสำคัญกับพื้นกันลื่น

สำหรับงานไฟฟ้า สารเคมี และความร้อน ควรใช้รองเท้าเฉพาะทางที่ผ่านการทดสอบตรงกับอันตรายนั้น พร้อมตรวจสอบมาตรฐาน ขนาด ความกระชับ และสภาพรองเท้าอย่างสม่ำเสมอ

ก่อนเลือกรองเท้าให้พนักงาน ลองเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “เท้าของผู้สวมอาจได้รับอันตรายจากอะไรในแต่ละวัน?” เมื่อรู้ความเสี่ยงชัดเจน การเลือกรองเท้าเซฟตี้ก็จะแม่นยำและช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้จริงมากขึ้น


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้าเซฟตี้

1. รองเท้าเซฟตี้ช่วยป้องกันอุบัติเหตุอะไรได้บ้าง?

ช่วยลดความรุนแรงจากของหนักตกหรือทับ วัตถุแหลมแทงพื้น การลื่น และอันตรายเฉพาะทางบางประเภท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและมาตรฐานของรองเท้าแต่ละรุ่น

2. ทำงานโรงงานจำเป็นต้องใส่รองเท้าหัวเหล็กทุกคนหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวเหล็กทุกตำแหน่ง ควรเลือกจากผลการประเมินความเสี่ยง บางงานอาจใช้หัวคอมโพสิตได้ ส่วนงานที่ไม่มีความเสี่ยงจากของหนักอาจต้องการรองเท้ากันลื่นมากกว่า

3. งานก่อสร้างควรเลือกรองเท้าเซฟตี้แบบไหน?

ควรมีหัวนิรภัย ชั้นป้องกันการเจาะทะลุ พื้นยึดเกาะดี และรูปทรงที่กระชับ หากพื้นที่ขรุขระควรพิจารณารองเท้าที่รองรับข้อเท้าอย่างเหมาะสมด้วย

4. รองเท้าหัวเหล็กป้องกันตะปูแทงได้หรือไม่?

หัวเหล็กป้องกันเฉพาะบริเวณปลายเท้า หากต้องการป้องกันตะปูแทงจากด้านล่าง รองเท้าต้องมีชั้นป้องกันการเจาะทะลุบริเวณพื้นด้วย

5. รองเท้าเซฟตี้ทุกคู่กันลื่นหรือไม่?

ไม่ทุกคู่ รองเท้าที่มีหัวนิรภัยอาจไม่ได้ออกแบบให้เหมาะกับพื้นเปียกหรือน้ำมัน ควรตรวจสอบผลการทดสอบและทดลองกับพื้นของสถานที่ทำงานจริง

6. หัวคอมโพสิตป้องกันไฟฟ้าช็อตได้หรือไม่?

การไม่มีโลหะไม่ได้ยืนยันว่ารองเท้าป้องกันไฟฟ้าช็อตได้ ต้องตรวจสอบมาตรฐานและคุณสมบัติด้านไฟฟ้าของรองเท้าทั้งคู่ ไม่ใช่ดูเฉพาะวัสดุของหัวรองเท้า

7. รองเท้า ESD ใช้แทนรองเท้าป้องกันไฟฟ้าช็อตได้ไหม?

ไม่ควรใช้แทนกัน รองเท้า ESD มีหน้าที่ควบคุมไฟฟ้าสถิต ส่วนรองเท้าสำหรับอันตรายจากไฟฟ้าช็อตต้องผ่านการทดสอบเฉพาะด้าน

8. รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนทุกกี่ปี?

ไม่มีระยะเวลาที่ใช้ได้กับรองเท้าทุกคู่ ควรเปลี่ยนตามสภาพจริง คำแนะนำของผู้ผลิต และความรุนแรงของการใช้งาน หากพื้นสึก โครงสร้างเสียหาย หรือเคยรับแรงกระแทกรุนแรง ควรหยุดใช้และตรวจสอบทันที

9. รองเท้าที่แพงกว่าปลอดภัยกว่าหรือไม่?

ราคาไม่ใช่ตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือรองเท้าต้องผ่านมาตรฐาน มีคุณสมบัติตรงกับความเสี่ยง ขนาดพอดี และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน


#รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้านิรภัย #รองเท้าเซฟตี้งานกลางแจ้ง #รองเท้าเซฟตี้กันน้ำ #รองเท้าเซฟตี้กันลื่น #รองเท้าเซฟตี้ทนแดด #รองเท้าเซฟตี้ทนฝน #อุปกรณ์เซฟตี้ #PPE #SafetyShoes #รองเท้าทำงาน #รองเท้า safety

ความคิดเห็น

โปรดทราบว่าความคิดเห็นต้องได้รับอนุญาตก่อนถึงจะเผยแพร่

เพิ่มบันทึกการสั่งซื้อ

    กำลังมองหาสินค้าใช่ไหม?

    Popular Searches:  Jeans  Dress  Top  Summer  SALE  

    LINE