รองเท้าพยาบาลกัดเท้า เกิดจากอะไรและป้องกันอย่างไร?

รองเท้าพยาบาลกัดเท้า เกิดจากอะไรและป้องกันอย่างไร?

รองเท้าพยาบาลกัดเท้า มักเกิดจากการเสียดสีและแรงกดซ้ำ ๆ ระหว่างผิวเท้ากับรองเท้า โดยมีปัจจัยสำคัญ เช่น รองเท้าคับหรือหลวมเกินไป วัสดุแข็ง ตะเข็บด้านในกดทับ ถุงเท้ายับ ความอับชื้น และเท้าบวมหลังยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
วิธีป้องกันที่ได้ผลคือ เลือกรองเท้าที่พอดีกับรูปเท้า มีพื้นที่ปลายเท้าเพียงพอ ทดลองรองเท้าพร้อมถุงเท้าที่ใช้ทำงานจริง ค่อย ๆ เพิ่มเวลาใส่รองเท้าคู่ใหม่ สวมถุงเท้าระบายความชื้น และติดแผ่นป้องกันบริเวณที่เริ่มรู้สึกร้อนหรือเสียดสี รองเท้าที่พอดีไม่ควรบีบเท้า แต่ก็ไม่ควรหลวมจนส้นเท้าเลื่อนไปมา
รองเท้าพยาบาลกัดเท้าคืออะไร?
อาการรองเท้ากัดคือภาวะที่ผิวหนังถูกเสียดสีหรือกดทับซ้ำ ๆ จนเกิดอาการแดง แสบ เจ็บ ผิวถลอก หรือเกิดตุ่มพองที่มีของเหลวอยู่ภายใน จุดที่พบได้บ่อย ได้แก่
-
ส้นเท้า
-
หลังข้อเท้า
-
ด้านข้างนิ้วก้อย
-
บริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า
-
หน้าเท้า
-
ปลายเท้า
ตุ่มพองเป็นกลไกที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อปกป้องผิวหนังส่วนที่เสียหาย แต่หากยังใส่รองเท้าคู่เดิมและปล่อยให้เกิดการเสียดสีต่อเนื่อง แผลอาจแตก เจ็บมากขึ้น และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
ทำไมพยาบาลจึงมีโอกาสเจอปัญหารองเท้ากัด?
งานพยาบาลต้องยืน เดิน และเคลื่อนไหวตลอดช่วงเวลาทำงาน บางวันอาจต้องใส่รองเท้าต่อเนื่องหลายชั่วโมง เมื่อเท้าเริ่มบวมจากการใช้งาน พื้นที่ภายในรองเท้าที่เคยพอดีในช่วงเช้าอาจเริ่มแน่นขึ้นในช่วงบ่าย
หากรองเท้ามีทรงไม่เข้ากับหน้าเท้า ระบายอากาศไม่ดี หรือส้นเท้าเลื่อนทุกครั้งที่เดิน การเสียดสีจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนอาจกลายเป็นแผลรองเท้ากัดได้ง่าย
8 สาเหตุที่ทำให้รองเท้าพยาบาลกัดเท้า
| สาเหตุ | ลักษณะอาการที่พบ | วิธีสังเกต |
|---|---|---|
| รองเท้าคับเกินไป | บีบนิ้ว เจ็บหน้าเท้า มีรอยแดง | ขยับนิ้วเท้าได้ยาก |
| รองเท้าหลวมเกินไป | กัดส้นหรือหลังข้อเท้า | ส้นเท้ายกและเลื่อนทุกครั้งที่เดิน |
| ทรงรองเท้าไม่เข้ากับรูปเท้า | กดด้านข้างนิ้วหรือโคนนิ้วโป้ง | ใส่แล้วเจ็บเฉพาะบางจุด |
| รองเท้าคู่ใหม่มีวัสดุแข็ง | แสบหรือแดงบริเวณขอบรองเท้า | อาการเกิดหลังเริ่มใช้คู่ใหม่ |
| ตะเข็บหรือขอบด้านในไม่เรียบ | เจ็บเป็นเส้นหรือเป็นจุด | ใช้มือลูบด้านในแล้วพบรอยนูน |
| ถุงเท้าไม่พอดีหรือยับ | เกิดรอยกดและตุ่มพอง | ถอดรองเท้าแล้วถุงเท้ารวมตัวเป็นก้อน |
| เท้ามีเหงื่อและความชื้นสูง | ผิวเปื่อย แสบ และเสียดสีง่าย | ถุงเท้าเปียกหรือเท้าอับระหว่างวัน |
| รองเท้าสึกหรือเสียรูป | ลงน้ำหนักไม่สมดุลและกดบางจุด | พื้นเอียง ส้นยุบ หรือซับในขาด |
1. รองเท้าคับเกินไป
รองเท้าที่คับจะเพิ่มแรงกดบริเวณปลายเท้า หน้าเท้า และด้านข้างของเท้า โดยเฉพาะเมื่อเท้าบวมขึ้นระหว่างวัน หากใส่แล้วขยับนิ้วไม่ได้หรือมีรอยกดหลังถอดรองเท้า แสดงว่ารองเท้าอาจแคบเกินไป
2. รองเท้าหลวมเกินไป
รองเท้าหลวมไม่ได้หมายความว่าจะใส่สบายเสมอไป เพราะเท้าจะเลื่อนไปด้านหน้าและส้นเท้าจะยกขึ้นลงขณะเดิน ทำให้ผิวหนังเสียดสีกับด้านในรองเท้าซ้ำ ๆ รองเท้าที่คับและรองเท้าที่หลวมเกินไปต่างก็เพิ่มโอกาสเกิดตุ่มพองได้
3. รูปทรงรองเท้าไม่เหมาะกับหน้าเท้า
บางคนมีหน้าเท้ากว้าง นิ้วเท้ายาวไม่เท่ากัน มีโคนนิ้วโป้งนูน หรือรูปเท้าสองข้างไม่เท่ากัน แม้เลือกเบอร์รองเท้าถูก แต่ถ้าทรงรองเท้าแคบหรือโค้งไม่ตรงกับรูปเท้า ก็ยังเกิดแรงกดเฉพาะจุดได้
4. วัสดุแข็งและขอบรองเท้าสูงเกินไป
รองเท้าคู่ใหม่บางรุ่นอาจมีขอบส้น ซับใน หรือวัสดุส่วนบนที่แข็ง เมื่อขอบรองเท้าสัมผัสหลังข้อเท้าซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดรอยแดง แสบ และตุ่มพองได้
รองเท้าควรรู้สึกสบายตั้งแต่ทดลองใส่ ไม่ควรเลือกคู่ที่เจ็บมากโดยหวังว่าจะนิ่มขึ้นในอนาคต แต่หลังจากซื้อแล้วควรเริ่มใส่ช่วงสั้น ๆ ก่อนนำไปใช้ทำงานเต็มกะ
5. ตะเข็บและซับในรองเท้าไม่เรียบ
ตะเข็บ รอยต่อ หรือขอบซับในที่แข็งสามารถเสียดสีกับนิ้วเท้าและข้างเท้าได้ ควรใช้มือลูบตรวจสอบภายในรองเท้าก่อนซื้อ โดยเฉพาะบริเวณที่เคยมีประวัติรองเท้ากัด
6. ถุงเท้าหนาเกินไป บางเกินไป หรือยับ
ถุงเท้าที่หนามากอาจทำให้รองเท้าที่พอดีกลายเป็นรองเท้าคับ ส่วนถุงเท้าที่บางเกินไปอาจช่วยลดแรงเสียดสีได้ไม่เพียงพอ ถุงเท้าที่ยับหรือมีตะเข็บแข็งก็สามารถกดผิวหนังจนเกิดตุ่มพองได้เช่นกัน
7. เหงื่อและความอับชื้น
ความชื้นทำให้ผิวหนังนิ่มและเสียดสีได้ง่ายขึ้น ผู้ที่มีเหงื่อออกบริเวณเท้ามากจึงควรเลือกถุงเท้าที่ระบายหรือถ่ายเทความชื้นได้ดี และเปลี่ยนถุงเท้าเมื่อรู้สึกว่าเปียกชื้น
8. รองเท้าสึกหรือเสียรูป
เมื่อพื้นรองเท้าสึกไม่เท่ากัน แผ่นรองด้านในยุบ หรือซับในบริเวณส้นขาด รูปแบบการลงน้ำหนักอาจเปลี่ยนไป ทำให้เท้าถูกกดและเสียดสีในตำแหน่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
วิธีป้องกันรองเท้าพยาบาลกัดเท้า
1. เลือกรองเท้าที่พอดี ไม่คับและไม่หลวม
รองเท้าควรยึดเท้าได้มั่นคงโดยไม่บีบรัด ส้นเท้าไม่ควรเลื่อนขึ้นลงมากเกินไป และควรมีพื้นที่ด้านหน้ารองเท้าประมาณ 1 เซนติเมตรจากปลายนิ้วที่ยาวที่สุด เพื่อให้นิ้วเท้าขยับได้โดยไม่ชนหัวรองเท้า
2. ทดลองรองเท้าช่วงบ่ายหรือหลังเลิกงาน
เท้าของหลายคนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยหลังยืนหรือเดินระหว่างวัน การทดลองรองเท้าในช่วงบ่ายจึงช่วยลดโอกาสซื้อรองเท้าที่ใส่สบายเฉพาะตอนเช้า แต่เริ่มคับเมื่อทำงานไปหลายชั่วโมง
3. ใส่ถุงเท้าและแผ่นรองที่ใช้ทำงานจริงไปลองรองเท้า
ถุงเท้าและแผ่นรองเท้าส่งผลต่อพื้นที่ภายในรองเท้า หากต้องใช้แผ่นรองเสริม ควรใส่ไปทดลองพร้อมรองเท้าด้วย เพื่อป้องกันปัญหารองเท้าแน่นเกินไปหลังซื้อ
4. อย่าใส่รองเท้าคู่ใหม่ทำงานเต็มกะทันที
เริ่มจากใส่ภายในบ้านหรือใส่ทำงานช่วงสั้น ๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มระยะเวลา เพื่อให้สังเกตได้ว่ามีจุดใดเริ่มแดง ร้อน หรือเสียดสี โดยไม่ต้องรอให้เกิดแผลก่อน
5. เลือกถุงเท้าที่ระบายความชื้นได้ดี
ควรเลือกถุงเท้าที่กระชับพอดี ไม่มีรอยยับ และสามารถถ่ายเทความชื้นได้ดี หากเท้ามีเหงื่อมาก อาจเตรียมถุงเท้าสำรองไว้เปลี่ยนระหว่างวัน การรักษาเท้าให้แห้งช่วยลดความเสี่ยงจากการเสียดสีได้
6. ป้องกันบริเวณที่ถูกกัดเป็นประจำ
หากทราบว่ารองเท้ามักกัดส้นเท้าหรือนิ้วก้อย สามารถใช้แผ่นกันรองเท้ากัด แผ่นปิดตุ่มพอง หรือวัสดุนุ่มสำหรับลดแรงเสียดสีติดไว้ก่อนเริ่มงาน
ควรติดให้แน่นและเรียบ ไม่ควรปล่อยให้แผ่นป้องกันม้วนหรือเคลื่อนตัว เพราะอาจกลายเป็นจุดกดใหม่ได้
7. หยุดแก้ไขทันทีเมื่อรู้สึกร้อนหรือแสบ
อาการร้อน แสบ หรือแดงเฉพาะจุดเป็นสัญญาณเริ่มต้นก่อนเกิดตุ่มพอง เมื่อรู้สึกผิดปกติควรหยุดพัก ถอดรองเท้าตรวจเท้า และติดแผ่นป้องกันทันที แทนการฝืนเดินต่อจนผิวหนังเปิด
8. สลับใช้รองเท้าและตรวจสภาพเป็นประจำ
หากทำได้ ควรมีรองเท้าสำหรับทำงานมากกว่าหนึ่งคู่เพื่อสลับใช้งาน ช่วยให้รองเท้าและความชื้นด้านในมีเวลาแห้ง นอกจากนี้ควรตรวจพื้นรองเท้า ซับใน ตะเข็บ และขอบส้นเป็นประจำ
Checklist เลือกรองเท้าพยาบาลไม่ให้กัดเท้า
| จุดที่ต้องตรวจ | ลักษณะที่ควรเป็น |
|---|---|
| ความยาว | มีพื้นที่หน้าปลายเท้าเล็กน้อย นิ้วไม่ชน |
| ความกว้าง | ไม่บีบโคนนิ้วโป้งหรือนิ้วก้อย |
| ส้นเท้า | กระชับ แต่ไม่กดเอ็นร้อยหวาย |
| การยึดเท้า | มีสายรัด เชือก หรือระบบที่ปรับความกระชับได้ |
| ซับใน | เรียบ นุ่ม และไม่มีตะเข็บแข็ง |
| การระบายอากาศ | ลดความอับชื้นระหว่างใส่ต่อเนื่อง |
| แผ่นรองเท้า | รองรับเท้าและถอดทำความสะอาดได้ |
| พื้นรองเท้า | ยึดเกาะพื้นได้ดีและไม่สึกเอียง |
| ความรู้สึกตอนลอง | เดินแล้วไม่เจ็บ ไม่กด และไม่เสียดสี |
รองเท้าพยาบาลกัดส้น แก้ไขอย่างไร?
หากรองเท้ากัดเฉพาะบริเวณส้นเท้า ควรตรวจสอบก่อนว่าสาเหตุเกิดจากรองเท้าหลวมจนส้นเท้าเลื่อน หรือขอบส้นรองเท้าแข็งเกินไป
แนวทางแก้ไข ได้แก่
-
ปรับสายรัดหรือเชือกให้รองเท้ากระชับขึ้น
-
ใช้แผ่นรองส้นหรือแผ่นกันรองเท้ากัด
-
สวมถุงเท้าที่กระชับและไม่ลื่น
-
หลีกเลี่ยงการใส่คู่ที่กัดต่อเนื่องจนกว่าแผลจะหาย
-
เปลี่ยนรองเท้าหากขอบรองเท้ากดตรงเอ็นร้อยหวายตลอดเวลา
หากต้องติดแผ่นเสริมหลายชั้นเพื่อให้รองเท้าใส่ได้ อาจหมายความว่าทรงหรือขนาดของรองเท้าไม่เหมาะกับเท้า ควรเปลี่ยนเป็นรองเท้าคู่ใหม่แทนการแก้ไขชั่วคราว
หากรองเท้ากัดจนเป็นตุ่มพอง ควรทำอย่างไร?
เมื่อพบตุ่มพองควรหยุดการเสียดสี ล้างบริเวณดังกล่าวอย่างอ่อนโยน และปิดด้วยแผ่นปิดแผลหรือวัสดุป้องกันแรงกด โดยอาจใช้แผ่นรองรูปวงแหวนวางรอบตุ่มพองเพื่อไม่ให้น้ำหนักกดตรงกลาง
ไม่ควรเจาะหรือแกะผิวหนังด้านบนของตุ่มพองโดยไม่จำเป็น เพราะผิวหนังส่วนนี้ช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่แผล ควรรักษาแผลให้สะอาดและปิดคลุมจนกว่าจะดีขึ้น
อาการแบบไหนควรพบแพทย์?
ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เมื่อพบอาการดังต่อไปนี้
-
ตุ่มพองเจ็บมากหรือเกิดซ้ำบ่อย
-
ผิวบริเวณแผลร้อน บวม หรือปวดมากขึ้น
-
มีหนองสีเหลืองหรือสีเขียว
-
รอยแดงหรือสีผิวผิดปกติเริ่มกระจาย
-
เกิดตุ่มพองหลายแห่งโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
-
แผลไม่ดีขึ้นหรือรบกวนการเดิน
-
มีโรคเบาหวาน การไหลเวียนเลือดไม่ดี หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีปัญหาการไหลเวียนเลือดควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และไม่ควรจัดการแผลพองขนาดใหญ่ด้วยตนเอง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้าพยาบาลกัดเท้า
1. รองเท้าพยาบาลกัดเท้าเกิดจากอะไร?
สาเหตุหลักเกิดจากแรงเสียดสีและแรงกดซ้ำ ๆ โดยมักเกี่ยวข้องกับรองเท้าคับหรือหลวมเกินไป ทรงรองเท้าไม่เข้ากับรูปเท้า วัสดุแข็ง ตะเข็บด้านใน และความอับชื้น
2. รองเท้าคู่ใหม่กัดเท้าเป็นเรื่องปกติหรือไม่?
รองเท้าคู่ใหม่อาจมีวัสดุแข็งกว่ารองเท้าที่ผ่านการใช้งาน แต่ไม่ควรทำให้เจ็บหรือกดเท้าตั้งแต่ตอนทดลอง หากรู้สึกไม่สบายชัดเจน ควรเลือกขนาดหรือรุ่นอื่นมากกว่าหวังว่ารองเท้าจะขยายในภายหลัง
3. รองเท้าพยาบาลกัดส้นเพราะรองเท้าคับหรือหลวม?
เกิดได้ทั้งสองกรณี รองเท้าคับอาจกดขอบส้นโดยตรง ส่วนรองเท้าหลวมจะทำให้ส้นเท้าเลื่อนขึ้นลงและเสียดสีกับรองเท้าทุกครั้งที่เดิน
4. ควรซื้อรองเท้าพยาบาลเผื่อหนึ่งไซซ์หรือไม่?
ไม่ควรเลือกจากตัวเลขไซซ์เพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละแบรนด์มีรูปทรงต่างกัน ควรทดลองเดินและเลือกคู่ที่มีพื้นที่ปลายเท้าเพียงพอ แต่ยังยึดส้นเท้าได้กระชับ
5. ควรใส่ถุงเท้าแบบไหนเพื่อป้องกันรองเท้ากัด?
ควรเลือกถุงเท้าที่กระชับ ไม่มีรอยยับ ระบายความชื้นได้ดี และมีความหนาเหมาะกับพื้นที่ภายในรองเท้า ไม่หนาจนทำให้รองเท้าคับ
6. ใช้แผ่นกันรองเท้ากัดช่วยได้จริงหรือไม่?
ช่วยลดแรงเสียดสีเฉพาะจุดได้ โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าและด้านข้างนิ้ว แต่ควรติดให้แน่นและเรียบ หากยังเกิดการกัดซ้ำ ควรตรวจสอบขนาดและรูปทรงของรองเท้าใหม่
7. ตุ่มพองจากรองเท้ากัดควรเจาะหรือไม่?
โดยทั่วไปไม่ควรเจาะเองหากตุ่มพองยังไม่แตกและไม่ได้เจ็บรุนแรง เพราะผิวด้านบนช่วยป้องกันเชื้อโรค ควรปิดแผลและหลีกเลี่ยงการเสียดสีเพิ่มเติม
8. รองเท้ากัดซ้ำที่เดิมควรทำอย่างไร?
ควรตรวจว่ามีตะเข็บ ขอบแข็ง หรือแรงกดตรงตำแหน่งนั้นหรือไม่ หากเปลี่ยนถุงเท้าและใช้แผ่นป้องกันแล้วยังเกิดซ้ำ รองเท้ารุ่นดังกล่าวอาจไม่เหมาะกับรูปเท้า
สรุป
ปัญหา รองเท้าพยาบาลกัดเท้า ไม่ได้เกิดจากรองเท้าคับเพียงอย่างเดียว รองเท้าที่หลวมเกินไป รูปทรงไม่ตรงกับเท้า วัสดุแข็ง ความชื้น และถุงเท้าที่ไม่เหมาะสม ล้วนเพิ่มการเสียดสีได้
ก่อนซื้อควรทดลองรองเท้าช่วงที่เท้ามีขนาดใหญ่ที่สุด ใส่ถุงเท้าและแผ่นรองที่ใช้ทำงานจริง รวมถึงเดินทดลองให้แน่ใจว่าส้นไม่หลุดและนิ้วไม่ถูกบีบ เมื่อเริ่มใช้รองเท้าคู่ใหม่ควรค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลา และรีบแก้ไขทันทีเมื่อเริ่มรู้สึกร้อน แสบ หรือแดง
รองเท้าพยาบาลที่ดีไม่จำเป็นต้องนุ่มที่สุด แต่ควรพอดีกับรูปเท้า ยึดเท้าได้มั่นคง ระบายความชื้น และสามารถรองรับการยืนเดินตลอดวันได้โดยไม่สร้างแรงกดเฉพาะจุด
#รองเท้าพยาบาล #รองเท้าพยาบาลใส่สบาย #รองเท้ายืนทั้งวัน #รองเท้ากันลื่น #รองเท้าทำงานโรงพยาบาล #รองเท้าพยาบาลผู้หญิง #รองเท้าพยาบาลผู้ชาย #รองเท้าสุขภาพ #NurseShoes #HealthcareShoes
- ปรึกษาฟรีทาง Line : @516hquje
- สนใจสินค้ารองเท้าเซฟตี้ >> ดูรายละเอียด <<
- สนใจสินค้ารองเท้าพยาบาล >> ดูรายละเอียด <<
- Facebook : Master Safety ตัวแทนนำเข้า Safety Jogger รายใหญ่ที่สุดในไทย
- บทความก่อนหน้าเกี่ยวกับ : รองเท้าเซฟตี้
-
Posted in
รองเท้าพยาบาล, รองเท้าเซฟตี้





