รองเท้าพยาบาลแบบมีรูระบายอากาศกับแบบปิด ต่างกันอย่างไร

รองเท้าพยาบาลแบบมีรูระบายอากาศกับแบบปิด ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนให้เหมาะกับงาน
พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ต้องเดิน ยืน และเคลื่อนไหวติดต่อกันหลายชั่วโมง รองเท้าที่เลือกใช้จึงมีผลทั้งต่อความสบาย ความคล่องตัว และความปลอดภัยระหว่างทำงาน
รองเท้าพยาบาลที่พบได้บ่อยแบ่งออกเป็นสองลักษณะ คือ รองเท้าแบบมีรูระบายอากาศ และ รองเท้าแบบปิดไม่มีรู แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะคล้ายกัน แต่ประสิทธิภาพด้านการระบายความร้อน การป้องกันของเหลว และความเหมาะสมกับพื้นที่ทำงานแตกต่างกันพอสมควร
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแบบไหนสวยกว่าหรือใส่สบายกว่า แต่คือ รองเท้าแบบไหนเหมาะกับความเสี่ยงในหน่วยงานที่เราปฏิบัติงานอยู่
รองเท้าพยาบาลแบบมีรูระบายอากาศคืออะไร
รองเท้าพยาบาลแบบมีรูระบายอากาศ คือรองเท้าที่มีช่องเปิดหรือรูขนาดเล็กบริเวณด้านบนหรือด้านข้างของตัวรองเท้า เพื่อให้อากาศไหลเวียนเข้าออกได้ง่ายขึ้น
จุดประสงค์หลักคือช่วยลดความร้อนและความชื้นสะสมภายในรองเท้า โดยงานวิจัยด้านโครงสร้างส่วนบนของรองเท้าพบว่า ความสามารถในการให้อากาศผ่านของวัสดุมีผลต่ออุณหภูมิและความชื้นภายในรองเท้า ซึ่งเชื่อมโยงกับความรู้สึกสบายขณะสวมใส่
รองเท้าประเภทนี้จึงได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่มีเหงื่อออกเท้าง่าย รู้สึกร้อนเท้าระหว่างเข้าเวร หรือทำงานในสภาพอากาศร้อนอย่างประเทศไทย
ข้อดีของรองเท้าแบบมีรู
-
อากาศไหลเวียนภายในรองเท้าได้ดี
-
ช่วยลดความรู้สึกร้อนและอับชื้น
-
เหมาะกับผู้ที่เหงื่อออกบริเวณเท้ามาก
-
หลายรุ่นมีน้ำหนักเบาและสวมใส่ง่าย
-
ช่วยให้รู้สึกสบายเมื่อต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานาน
ข้อจำกัดของรองเท้าแบบมีรู
ข้อจำกัดสำคัญคือช่องระบายอากาศอาจเปิดโอกาสให้น้ำ สิ่งสกปรก หรือของเหลวจากภายนอกสัมผัสถุงเท้าและผิวเท้าได้ง่ายกว่าแบบปิด
นอกจากนี้ รองเท้าแบบมีรูจำนวนมากมีซอกหรือช่องที่ต้องทำความสะอาดอย่างละเอียด หากปล่อยให้มีความชื้นและคราบสะสม อาจทำให้เกิดกลิ่นอับได้ โดยสภาพแวดล้อมที่อุ่นและชื้นภายในรองเท้ามีส่วนต่อการเจริญของจุลชีพบริเวณผิวเท้า แม้ปัจจัยอย่างสุขอนามัย ถุงเท้า และระยะเวลาใช้งานจะมีผลร่วมด้วยก็ตาม
รองเท้าแบบมีรูจึงไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกแผนก โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีโอกาสสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง น้ำยาทำความสะอาด หรือของเหลวจากการทำหัตถการ
รองเท้าพยาบาลแบบปิดคืออะไร
รองเท้าพยาบาลแบบปิด คือรองเท้าที่ตัวรองเท้าปิดคลุมด้านหน้าและด้านข้างโดยไม่มีช่องเปิดขนาดใหญ่ บางรุ่นปิดเฉพาะหัวเท้า ขณะที่บางรุ่นออกแบบให้ปิดทั้งหัวเท้าและส้นเท้า
ข้อได้เปรียบหลักคือช่วยลดโอกาสที่น้ำหรือสิ่งสกปรกจะสัมผัสเท้าโดยตรง โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้วัสดุผิวเรียบ ไม่ดูดซึมน้ำ และสามารถเช็ดทำความสะอาดได้
แนวทางของหน่วยงานด้านสุขภาพหลายแห่งให้ความสำคัญกับรองเท้าหัวปิด พื้นกันลื่น และวัสดุที่ทำความสะอาดได้ เช่น CDC แนะนำรองเท้าหัวปิดและพื้นยางสำหรับงานทำความสะอาดในสถานพยาบาล เพื่อลดความเสี่ยงจากการลื่นและการสัมผัสสารเคมี สิ่งสกปรก หรือเชื้อโรค
นโยบายการแต่งกายของสถานพยาบาลบางแห่งยังกำหนดให้รองเท้าต้องปิดหัว ปิดส้น และผลิตจากวัสดุที่เช็ดทำความสะอาดได้ เพื่อช่วยป้องกันของเหลวและสิ่งของที่อาจหล่นใส่เท้า
ข้อดีของรองเท้าแบบปิด
-
ปกป้องเท้าจากน้ำและสิ่งสกปรกได้ดีกว่า
-
ลดโอกาสที่ของเหลวจะไหลผ่านเข้าด้านในโดยตรง
-
ช่วยป้องกันนิ้วเท้าจากสิ่งของขนาดเล็กที่อาจหล่นใส่
-
รุ่นที่มีพื้นผิวเรียบสามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย
-
เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องควบคุมความสะอาดหรือมีโอกาสเกิดการกระเด็น
อย่างไรก็ตาม คำว่า “รองเท้าแบบปิด” ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าจะกันน้ำหรือกันสารเคมีได้ทุกคู่ ประสิทธิภาพยังขึ้นอยู่กับวัสดุ รอยต่อ พื้นรองเท้า และการออกแบบของแต่ละรุ่น
ข้อจำกัดของรองเท้าแบบปิด
-
อากาศภายในรองเท้าอาจหมุนเวียนน้อยกว่า
-
มีโอกาสเกิดความร้อนและความชื้นสะสม
-
ผู้ที่เหงื่อออกเท้าง่ายอาจรู้สึกอับในช่วงท้ายของการทำงาน
-
รุ่นที่ใช้วัสดุแข็งหรือหนักอาจทำให้เมื่อยล้า
-
ต้องเลือกไซซ์และทรงรองเท้าให้พอดีเพื่อไม่ให้บีบหน้าเท้า
หากต้องใส่รองเท้าแบบปิดตลอดวัน ควรเลือกวัสดุซับในที่ช่วยจัดการความชื้น ใช้ถุงเท้าที่ระบายเหงื่อได้ดี และนำรองเท้าไปผึ่งให้แห้งหลังใช้งาน
ตารางเปรียบเทียบรองเท้าพยาบาลแบบมีรูกับแบบปิด
| หัวข้อเปรียบเทียบ | แบบมีรูระบายอากาศ | แบบปิดไม่มีรู |
|---|---|---|
| การระบายอากาศ | ระบายอากาศได้ดี | ระบายอากาศน้อยกว่า |
| ความรู้สึกร้อน | มักรู้สึกเย็นสบายกว่า | อาจร้อนหรืออับกว่า |
| การป้องกันน้ำกระเด็น | ค่อนข้างจำกัด | ป้องกันได้ดีกว่า |
| การป้องกันสิ่งสกปรก | สิ่งสกปรกอาจเข้าตามช่องได้ | ลดโอกาสสัมผัสเท้าโดยตรง |
| การทำความสะอาด | ต้องทำความสะอาดตามรูและซอก | รุ่นผิวเรียบมักเช็ดง่ายกว่า |
| ความเหมาะสมกับผู้มีเหงื่อออกเท้าง่าย | เหมาะกว่า | ควรเลือกซับในระบายความชื้น |
| พื้นที่เสี่ยงสัมผัสของเหลว | อาจไม่เหมาะ | เหมาะกว่า แต่ต้องดูวัสดุด้วย |
| ความปลอดภัยจากของตกใส่ | ป้องกันได้จำกัด | ปกป้องหน้าเท้าได้มากกว่า |
| ข้อกำหนดของโรงพยาบาล | บางแห่งอาจไม่อนุญาต | มักตรงตามข้อกำหนดมากกว่า |
| การใช้งานทั่วไป | พื้นที่แห้งและความเสี่ยงต่ำ | พื้นที่ดูแลผู้ป่วยและพื้นที่เปียก |
ตารางนี้เป็นการเปรียบเทียบลักษณะทั่วไป คุณสมบัติจริงอาจแตกต่างกันตามวัสดุ รูปทรง และมาตรฐานของรองเท้าแต่ละรุ่น
รองเท้าพยาบาลแบบมีรูเหมาะกับใคร
รองเท้าแบบมีรูอาจเหมาะกับบุคลากรที่ทำงานในพื้นที่แห้ง มีโอกาสสัมผัสของเหลวค่อนข้างต่ำ และสถานพยาบาลอนุญาตให้ใช้รองเท้าลักษณะดังกล่าว เช่น
-
เจ้าหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์หรือประชาสัมพันธ์
-
งานเอกสารและงานธุรการในสถานพยาบาล
-
เจ้าหน้าที่ประจำคลินิกที่ไม่ได้ทำหัตถการ
-
ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ซึ่งไม่มีความเสี่ยงจากสารคัดหลั่ง
-
ผู้ที่เหงื่อออกเท้าง่ายและต้องการรองเท้าที่โปร่งขึ้น
ก่อนเลือกใช้ควรตรวจสอบนโยบายของหน่วยงาน เพราะสถานพยาบาลบางแห่งกำหนดให้บุคลากรสวมรองเท้าหัวปิด ปิดส้น และไม่มีรูระบายอากาศ แม้ว่าจะปฏิบัติงานในพื้นที่ทั่วไปก็ตาม
รองเท้าพยาบาลแบบปิดเหมาะกับใคร
รองเท้าแบบปิดเหมาะกับบุคลากรที่ทำงานใกล้ผู้ป่วยหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสสัมผัสน้ำ ของเหลว และสิ่งปนเปื้อน เช่น
-
หอผู้ป่วย
-
ห้องฉุกเฉิน
-
ห้องผ่าตัด
-
ห้องคลอด
-
ห้องปฏิบัติการ
-
หน่วยล้างและฆ่าเชื้อเครื่องมือ
-
งานทำความสะอาดในโรงพยาบาล
-
งานที่ต้องเคลื่อนย้ายอุปกรณ์หรือสิ่งของบ่อยครั้ง
สำหรับบริบทการดูแลผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ CDC ระบุว่ารองเท้าที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ป้องกันควรปิดหัว ปิดส้น ล้างทำความสะอาดได้ และไม่มีรูหรือช่องเจาะ อย่างไรก็ตาม คำแนะนำดังกล่าวเป็นบริบทเฉพาะของการควบคุมการติดเชื้อระดับสูง ไม่ใช่ข้อกำหนดเดียวกันสำหรับงานพยาบาลทุกพื้นที่
มีรูหรือไม่มีรู เรื่องไหนสำคัญกว่ากัน
การมีรูหรือไม่มีรูเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ควรพิจารณา รองเท้าพยาบาลที่ดีควรมีคุณสมบัติด้านอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะพื้นรองเท้าและความกระชับ
1. พื้นรองเท้าต้องยึดเกาะได้ดี
พื้นโรงพยาบาลอาจเปียกจากน้ำ การทำความสะอาด หรือของเหลวที่หกโดยไม่ทันสังเกต รองเท้าจึงควรมีพื้นกันลื่นที่ออกแบบมาให้ยึดเกาะบนพื้นผิวเรียบ
NIOSH ระบุว่าการใช้รองเท้ากันลื่นเป็นหนึ่งในมาตรการช่วยลดความเสี่ยงจากการลื่น สะดุด และหกล้มในสถานพยาบาล โดยเฉพาะบุคลากรที่ทำงานในพื้นที่เปียกหรือเดินตลอดวัน
ควรตรวจสอบดอกยางเป็นระยะ เพราะเมื่อดอกยางสึก ความสามารถในการระบายน้ำออกจากใต้พื้นรองเท้าจะลดลงและอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการลื่น
2. รองเท้าต้องกระชับและไม่หลุดง่าย
รองเท้าที่หลวมเกินไปอาจเลื่อนหลุดขณะเดินเร็วหรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ส่วนรองเท้าที่คับเกินไปอาจกดหน้าเท้าและทำให้เกิดอาการเจ็บระหว่างทำงาน
หากเป็นรองเท้าทรงสวม ควรมีส้นปิดหรือสายรัดที่กระชับ ไม่ควรเลือกจากความยาวเท้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบความกว้างบริเวณหน้าเท้าและการล็อกส้นด้วย
3. มีการรองรับฝ่าเท้าที่เหมาะสม
ผู้ที่ต้องยืนและเดินนานควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นรองรับแรงกระแทก ไม่บางหรือยวบจนเกินไป และช่วยกระจายน้ำหนักบริเวณส้นเท้าและหน้าเท้าได้ดี
พื้นรองเท้าที่นุ่มมากไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกคน เพราะหากพื้นยวบหรือไม่มั่นคง อาจทำให้เท้าต้องออกแรงควบคุมการทรงตัวมากขึ้น
4. วัสดุต้องทำความสะอาดได้
รองเท้าสำหรับพื้นที่ดูแลผู้ป่วยควรมีพื้นผิวที่เช็ดคราบออกได้ ไม่ดูดซึมของเหลวง่าย และไม่เสื่อมสภาพเมื่อทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิต
ไม่ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีความเข้มข้นสูงกับรองเท้าทันทีโดยไม่ตรวจสอบคู่มือ เพราะอาจทำให้วัสดุแข็ง แตก หรือกาวเสื่อมได้
5. น้ำหนักต้องเหมาะกับการเดินทั้งวัน
รองเท้าที่หนักเกินไปอาจเพิ่มความเหนื่อยล้า แต่รองเท้าที่เบามากและไม่มีโครงสร้างรองรับก็อาจทำให้เท้าขาดความมั่นคง ควรเลือกจุดสมดุลระหว่างน้ำหนัก ความแข็งแรง และการรองรับ
เลือกอย่างไรให้เหมาะกับแผนกที่ทำงาน
สามารถใช้หลักง่าย ๆ ดังนี้
เลือกแบบมีรู เมื่อ
-
พื้นที่ทำงานส่วนใหญ่แห้ง
-
ไม่ได้สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งเป็นประจำ
-
ไม่มีความเสี่ยงจากสารเคมีหรือของเหลวกระเด็น
-
สถานพยาบาลอนุญาตให้ใช้รองเท้าแบบมีรู
-
ผู้สวมใส่มีปัญหาเหงื่อออกเท้าและความอับชื้น
เลือกแบบปิด เมื่อ
-
ต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
-
มีโอกาสสัมผัสน้ำ เลือด หรือสารคัดหลั่ง
-
ทำงานในห้องผ่าตัด ห้องฉุกเฉิน ห้องคลอด หรือห้องปฏิบัติการ
-
ต้องการรองเท้าที่เช็ดทำความสะอาดง่าย
-
นโยบายของหน่วยงานกำหนดให้ใช้รองเท้าหัวปิดหรือไม่มีรู
กรณีที่ยังตัดสินใจไม่ได้
ควรเริ่มจากตรวจสอบระเบียบของสถานพยาบาลและประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ทำงาน หากมีโอกาสสัมผัสของเหลวแม้เพียงบางช่วง รองเท้าพยาบาลแบบปิดที่ระบายความชื้นจากด้านในได้ดีมักเป็นทางเลือกที่ครอบคลุมกว่า
วิธีลดความอับเมื่อจำเป็นต้องใส่รองเท้าแบบปิด
ผู้ที่จำเป็นต้องใส่รองเท้าแบบปิดไม่จำเป็นต้องทนกับความอับชื้นตลอดวัน สามารถลดปัญหาได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
-
เลือกถุงเท้าที่ระบายเหงื่อและแห้งเร็ว
-
เปลี่ยนถุงเท้าเมื่อรู้สึกชื้นมาก
-
นำแผ่นรองรองเท้าออกมาผึ่งหลังใช้งาน
-
เช็ดทำความสะอาดและปล่อยให้รองเท้าแห้งสนิท
-
ไม่เก็บรองเท้าที่เปียกไว้ในถุงหรือพื้นที่ปิด
-
สลับรองเท้าอย่างน้อยสองคู่เมื่อสามารถทำได้
-
เลือกรองเท้าที่มีซับในช่วยจัดการความชื้น
-
หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าคู่เดิมต่อเนื่องทั้งที่ยังไม่แห้ง
รองเท้าที่ระบายอากาศดีจะช่วยเรื่องความสบาย แต่การดูแลรองเท้าและรักษาเท้าให้สะอาดและแห้งยังเป็นปัจจัยสำคัญในการลดกลิ่นอับ
สรุป รองเท้าพยาบาลแบบมีรูหรือแบบปิดดีกว่ากัน
ไม่มีรูปแบบใดดีที่สุดสำหรับพยาบาลทุกคน
รองเท้าพยาบาลแบบมีรูระบายอากาศ เหมาะกับพื้นที่แห้ง ความเสี่ยงต่ำ และผู้ที่ต้องการลดความร้อนภายในรองเท้า แต่มีข้อจำกัดเรื่องการป้องกันน้ำและสิ่งปนเปื้อน
รองเท้าพยาบาลแบบปิด เหมาะกับพื้นที่ดูแลผู้ป่วย พื้นที่เปียก หรือบริเวณที่มีโอกาสสัมผัสของเหลว โดยควรเลือกวัสดุที่เช็ดทำความสะอาดได้และมีพื้นกันลื่น อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงการจัดการความชื้นภายในรองเท้าด้วย
ไม่ว่าจะเลือกแบบใด ควรให้ความสำคัญกับ 5 เรื่อง ได้แก่ ข้อกำหนดของโรงพยาบาล พื้นรองเท้ากันลื่น ความกระชับ การรองรับฝ่าเท้า และวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย เพราะคุณสมบัติเหล่านี้มีผลต่อการใช้งานจริงมากกว่ารูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว
FAQ คำถามที่พบบ่อย
1. รองเท้าพยาบาลแบบมีรูสามารถใส่ในโรงพยาบาลได้ไหม
ขึ้นอยู่กับระเบียบของโรงพยาบาลและลักษณะงาน บางพื้นที่อาจอนุญาตให้ใส่ได้ แต่หน่วยงานที่มีความเสี่ยงจากเลือด สารคัดหลั่ง หรือของเหลวกระเด็นมักเหมาะกับรองเท้าแบบปิดมากกว่า
2. รองเท้าพยาบาลแบบมีรูช่วยลดกลิ่นอับได้จริงไหม
ช่องระบายอากาศช่วยลดความร้อนและความชื้นสะสม จึงอาจช่วยลดความอับได้ แต่ยังต้องทำความสะอาดรองเท้า เปลี่ยนถุงเท้า และผึ่งรองเท้าให้แห้งเป็นประจำ
3. รองเท้าพยาบาลแบบปิดจะทำให้เท้าร้อนหรือไม่
อาจรู้สึกร้อนกว่าแบบมีรู โดยเฉพาะรองเท้าที่ใช้วัสดุทึบและไม่มีซับในจัดการความชื้น ควรเลือกถุงเท้าที่แห้งเร็วและรองเท้าที่มีวัสดุภายในระบายความชื้นได้ดี
4. รองเท้าพยาบาลแบบปิดกันน้ำได้ทุกคู่หรือไม่
ไม่ทุกคู่ รองเท้าหัวปิดช่วยลดการสัมผัสน้ำโดยตรง แต่จะกันน้ำได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับวัสดุ รอยต่อ และการออกแบบ ต้องตรวจสอบข้อมูลของรุ่นนั้นโดยเฉพาะ
5. ห้องฉุกเฉินควรใช้รองเท้าแบบไหน
ควรพิจารณารองเท้าแบบปิดหัวและปิดส้น วัสดุเช็ดทำความสะอาดได้ พื้นกันลื่น และกระชับกับเท้า เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสของเหลวและต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
6. รองเท้ามีรูแต่ใส่ถุงเท้าจะช่วยป้องกันของเหลวได้ไหม
ถุงเท้าไม่ใช่อุปกรณ์ป้องกันของเหลว หากน้ำหรือสารคัดหลั่งผ่านช่องรองเท้าเข้ามา ถุงเท้าสามารถดูดซึมและเก็บความชื้นไว้ใกล้ผิวหนังได้ จึงไม่ควรใช้แทนรองเท้าแบบปิดในพื้นที่เสี่ยง
7. พื้นกันลื่นกับรองเท้าแบบปิด เรื่องไหนสำคัญกว่า
ทั้งสองเรื่องมีหน้าที่ต่างกัน รองเท้าปิดช่วยป้องกันด้านบนของเท้า ส่วนพื้นกันลื่นช่วยลดความเสี่ยงจากการล้ม สำหรับงานโรงพยาบาลควรเลือกให้มีทั้งสองคุณสมบัติเมื่อพื้นที่ทำงานมีความเสี่ยง
8. รองเท้าพยาบาลควรปิดส้นหรือไม่
การปิดส้นหรือมีสายรัดที่กระชับช่วยลดโอกาสที่รองเท้าจะหลุดขณะเดินเร็วหรือเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน อีกทั้งสถานพยาบาลบางแห่งกำหนดให้รองเท้าต้องปิดส้นด้วย
9. รองเท้าพยาบาลแบบไหนเหมาะกับคนเหงื่อออกเท้าง่าย
หากพื้นที่ทำงานและกฎของโรงพยาบาลอนุญาต รองเท้ามีรูอาจช่วยระบายอากาศได้ดี แต่หากต้องใช้รองเท้าแบบปิด ควรเลือกซับในระบายความชื้น ถุงเท้าแห้งเร็ว และสลับรองเท้าเพื่อให้แต่ละคู่แห้งสนิท
10. ควรเปลี่ยนรองเท้าพยาบาลเมื่อใด
ควรเปลี่ยนเมื่อดอกยางสึก พื้นรองเท้าเริ่มลื่น โครงสร้างบิดเบี้ยว พื้นยุบจนรองรับเท้าไม่ดี หรือมีรอยแตกที่ทำให้ทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง ไม่ควรรอให้รองเท้าขาดจนใช้งานไม่ได้จึงเปลี่ยน
#รองเท้าพยาบาล #รองเท้าพยาบาลแบบมีรู #รองเท้าพยาบาลแบบปิด #รองเท้าพยาบาลระบายอากาศ #รองเท้าพยาบาลกันลื่น #รองเท้าทำงานโรงพยาบาล #รองเท้าบุคลากรทางการแพทย์ #รองเท้ายืนทำงาน #รองเท้าใส่สบาย #สุขภาพเท้า
- ปรึกษาฟรีทาง Line : @516hquje
- สนใจสินค้ารองเท้าเซฟตี้ >> ดูรายละเอียด <<
- สนใจสินค้ารองเท้าพยาบาล >> ดูรายละเอียด <<
- Facebook : Master Safety ตัวแทนนำเข้า Safety Jogger รายใหญ่ที่สุดในไทย
- บทความก่อนหน้าเกี่ยวกับ : รองเท้าเซฟตี้
-
Posted in
รองเท้าพยาบาล





