รองเท้าเซฟตี้กัดข้อเท้า เกิดจากอะไร? 7 วิธีแก้ให้ใส่สบาย

รองเท้าเซฟตี้กัดข้อเท้า เกิดจากอะไรและมีวิธีแก้อย่างไร?
รองเท้าเซฟตี้กัดข้อเท้าเป็นปัญหาที่พบได้ในผู้ที่ต้องสวมรองเท้านิรภัยเป็นเวลานาน โดยเฉพาะพนักงานโรงงาน คลังสินค้า และช่างเทคนิคที่ต้องเดินหรือยืนตลอดวัน แม้รองเท้าจะออกแบบมาเพื่อป้องกันอันตรายจากการทำงาน แต่หากขนาด รูปทรง หรือวัสดุไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิดการเสียดสีจนเจ็บหรือเป็นแผลได้
รองเท้าเซฟตี้กัดข้อเท้ามักเกิดจากขนาดรองเท้าไม่พอดี ขอบรองเท้าแข็ง ส้นเท้าเลื่อนขณะเดิน หรือแรงเสียดสีสะสม วิธีแก้เบื้องต้นคือปรับการผูกเชือก เลือกถุงเท้าที่เหมาะสม และป้องกันบริเวณที่เสียดสี หากมีแผลควรหยุดการเสียดสีและดูแลแผลอย่างถูกวิธี หากยังเจ็บซ้ำควรเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะกับรูปเท้าและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของงาน
ทำไมรองเท้าเซฟตี้ถึงกัดข้อเท้า?
รองเท้าเซฟตี้มีส่วนประกอบหลายจุดที่แตกต่างจากรองเท้าทั่วไป เช่น หัวรองเท้านิรภัย พื้นรองเท้าที่ออกแบบเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการทำงาน และโครงสร้างส่วนส้นที่ช่วยประคองเท้า
อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงของรองเท้าไม่ได้หมายความว่าจะต้องกัดเท้าเสมอไป ปัญหามักเกิดจากความไม่พอดีระหว่างรูปทรงรองเท้ากับเท้าของผู้สวมใส่ รวมถึงลักษณะการเดินและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
1. ขนาดรองเท้าเซฟตี้ไม่พอดีกับเท้า
รองเท้าที่เล็กเกินไปอาจกดบริเวณข้อเท้าและส้นเท้า ขณะที่รองเท้าหลวมเกินไปอาจทำให้ส้นเท้าเลื่อนขึ้นลงทุกครั้งที่เดิน ส่งผลให้เกิดการเสียดสีซ้ำบริเวณด้านหลังข้อเท้า
การเลือกขนาดรองเท้าจึงไม่ควรพิจารณาเพียงความยาวเท้า แต่ต้องคำนึงถึงความกว้าง ความสูงหลังเท้า และรูปทรงส้นเท้าด้วย
2. ขอบรองเท้าหรือส่วนหุ้มข้อแข็งเกินไป
รองเท้าเซฟตี้บางรุ่นมีขอบรองเท้าที่ค่อนข้างแข็ง โดยเฉพาะบริเวณ Ankle Collar หรือขอบรอบข้อเท้า หากตำแหน่งขอบรองเท้าตรงกับจุดที่เคลื่อนไหวบ่อย อาจเกิดแรงกดหรือการเสียดสีระหว่างเดิน
ปัญหานี้อาจชัดเจนขึ้นเมื่อขึ้นลงบันได ย่อตัว หรือเดินบนพื้นต่างระดับ
3. ส้นเท้าเลื่อนขณะเดิน
หากส้นเท้าขยับขึ้นลงมากเกินไปภายในรองเท้า ผิวหนังจะสัมผัสและเสียดสีกับวัสดุด้านหลังซ้ำ ๆ
สาเหตุอาจเกิดจากรองเท้าหลวม รูปทรงส่วนส้นไม่รับกับเท้า หรือการผูกเชือกที่ไม่สามารถยึดเท้าให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
4. ใส่รองเท้าใหม่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
รองเท้าใหม่บางรุ่นอาจยังไม่ยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหวของเท้า การเริ่มใช้งานติดต่อกันหลายชั่วโมงอาจเพิ่มโอกาสเกิดจุดเสียดสี โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินระยะไกลภายในโรงงาน
อย่างไรก็ตาม หากรองเท้ากดเจ็บอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มใส่ ไม่ควรฝืนใช้งานโดยหวังว่ารองเท้าจะนิ่มลงเอง
5. ถุงเท้าบางหรือไม่เหมาะกับรองเท้าเซฟตี้
ถุงเท้ามีส่วนช่วยลดการสัมผัสโดยตรงระหว่างผิวหนังกับรองเท้า หากถุงเท้าบางเกินไป มีตะเข็บหนา หรือเลื่อนหลุดระหว่างเดิน อาจทำให้เกิดจุดเสียดสีได้
นอกจากนี้ ถุงเท้าที่เปียกเหงื่อและเกิดรอยย่นยังอาจเพิ่มความไม่สบายระหว่างการทำงาน
6. รูปทรงรองเท้าไม่เหมาะกับลักษณะเท้า
คนที่มีความกว้างของเท้า ความสูงหลังเท้า หรือรูปร่างข้อเท้าแตกต่างกัน อาจสวมรองเท้ารุ่นเดียวกันแล้วรู้สึกไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีข้อเท้าค่อนข้างใหญ่ อาจรู้สึกว่าขอบรองเท้าหุ้มข้อบางรุ่นกดบริเวณด้านข้างมากเกินไป แม้ความยาวรองเท้าจะพอดีก็ตาม
7. ความชื้นและการเสียดสีสะสมระหว่างทำงาน
ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศร้อนหรือมีเหงื่อออกมากอาจมีผิวหนังชื้นเป็นเวลานาน ซึ่งทำให้ผิวหนังทนต่อแรงเสียดสีได้ลดลงในบางสภาวะ
เมื่อรวมกับการเดินซ้ำ ๆ อาจเกิดรอยแดง แสบผิวหนัง หรือตุ่มพองบริเวณข้อเท้าและส้นเท้าได้
7 วิธีแก้รองเท้าเซฟตี้กัดข้อเท้าอย่างถูกวิธี
หากเริ่มรู้สึกเจ็บบริเวณข้อเท้า ควรตรวจสอบสาเหตุก่อนเลือกวิธีแก้ เพราะรองเท้าที่หลวมกับรองเท้าที่บีบแน่นต้องใช้วิธีจัดการต่างกัน
วิธีที่ 1 ตรวจสอบขนาดและความพอดีของรองเท้า
ลองสวมรองเท้าพร้อมถุงเท้าที่ใช้ทำงานจริง จากนั้นยืน เดิน และขยับข้อเท้าเพื่อตรวจสอบว่ามีจุดกดหรือไม่
รองเท้าที่เหมาะสมควรมีพื้นที่ให้ปลายเท้าขยับได้โดยไม่ชนหัวรองเท้า ขณะเดียวกันส้นเท้าไม่ควรเลื่อนมากจนเสียดสีกับขอบด้านหลัง
หากรองเท้าบีบแน่นหรือหลวมอย่างชัดเจน การเปลี่ยนขนาดหรือรูปทรงรองเท้ามักเหมาะสมกว่าการพยายามดัดแปลงรองเท้า
วิธีที่ 2 เลือกถุงเท้าสำหรับทำงาน
ควรเลือกถุงเท้าที่มีความหนาพอเหมาะ ระบายความชื้นได้ดี และไม่มีตะเข็บที่กดทับบริเวณข้อเท้า
ถุงเท้าสำหรับรองเท้าทำงานที่มีส่วนเสริมรองรับบริเวณส้นเท้าอาจช่วยลดการเสียดสีได้ แต่ไม่ควรเลือกถุงเท้าหนาจนทำให้รองเท้าคับขึ้น
วิธีที่ 3 ปรับการผูกเชือกรองเท้า
การผูกเชือกให้เหมาะสมช่วยลดการเคลื่อนตัวของเท้าภายในรองเท้าได้ โดยเฉพาะรองเท้าเซฟตี้แบบผูกเชือก
ควรปรับให้กระชับพอดี ไม่รัดแน่นจนกดหลังเท้าหรือข้อเท้า และตรวจสอบว่าส้นเท้าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
หากรองเท้ามีระบบล็อกส้นหรือช่องร้อยเชือกเพิ่มเติม สามารถใช้ตามคำแนะนำของผู้ผลิตได้
วิธีที่ 4 ใช้แผ่นป้องกันการเสียดสี
สำหรับบริเวณผิวหนังที่ยังไม่เป็นแผล อาจใช้เทปหรือแผ่นป้องกันการเสียดสีที่เหมาะกับผิวหนังบริเวณจุดเสี่ยง
หากเกิดตุ่มพองแล้ว ควรเลือกวัสดุปิดแผลให้เหมาะกับลักษณะของแผล และไม่ติดเทปกาวลงบนผิวหนังที่เปิดโดยตรง
การใช้แผ่นรองบริเวณส้นเท้าภายในรองเท้าควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจทำให้รองเท้าคับขึ้นหรือเปลี่ยนตำแหน่งของเท้า
วิธีที่ 5 เริ่มใช้งานรองเท้าใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป
หากสถานที่ทำงานอนุญาตและมีรองเท้านิรภัยคู่เดิมที่ยังปลอดภัย สามารถทดลองสวมรองเท้าคู่ใหม่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนเพิ่มระยะเวลาการใช้งาน
ควรตรวจสอบผิวหนังหลังสวมทุกครั้ง หากพบจุดแดงหรือเริ่มเจ็บ ให้หยุดและแก้ไขสาเหตุทันที
ไม่ควรใช้ความร้อนจัด แช่น้ำ หรือทุบส่วนส้นรองเท้าเพื่อให้รองเท้านิ่ม เพราะอาจทำให้วัสดุ กาว หรือโครงสร้างรองเท้าเสียหาย
วิธีที่ 6 รักษาความแห้งและความสะอาดภายในรองเท้า
ควรเปลี่ยนถุงเท้าเมื่อเปียกเหงื่อ และผึ่งรองเท้าตามคำแนะนำของผู้ผลิตหลังใช้งาน
ตรวจสอบภายในรองเท้าว่ามีสิ่งแปลกปลอม ตะเข็บหลุด แผ่นรองพื้นย่น หรือวัสดุที่อาจเสียดสีกับผิวหนังหรือไม่
หากรองเท้าเปียก ไม่ควรใช้ความร้อนสูงเป่าให้แห้ง เว้นแต่ผู้ผลิตระบุว่าสามารถทำได้
วิธีที่ 7 เปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้เมื่อแก้แล้วยังเจ็บ
หากทดลองปรับเชือก เปลี่ยนถุงเท้า และตรวจสอบขนาดแล้ว แต่ยังมีอาการกัดซ้ำบริเวณเดิม อาจหมายความว่ารูปทรงรองเท้าไม่เหมาะกับเท้า
ควรพิจารณารองเท้าที่มีขอบข้อเท้าบุนุ่ม รูปทรงส้นที่พอดี และขนาดความกว้างที่เหมาะสม โดยต้องยังคงคุณสมบัติด้านความปลอดภัยตามความเสี่ยงของงาน
ตารางสรุปสาเหตุและวิธีแก้รองเท้าเซฟตี้กัดข้อเท้า
|
อาการที่พบ |
สาเหตุที่เป็นไปได้ |
แนวทางแก้ไข |
|---|---|---|
|
เจ็บด้านหลังส้นเท้า |
ส้นเลื่อนหรือขอบรองเท้าเสียดสี |
ตรวจสอบขนาดและการผูกเชือก |
|
เจ็บด้านข้างข้อเท้า |
ขอบรองเท้ากดทับ |
เปลี่ยนรูปทรงหรือรุ่นรองเท้า |
|
เจ็บทันทีเมื่อสวม |
รองเท้าคับหรือมีจุดกด |
หยุดใช้และตรวจสอบความพอดี |
|
เจ็บหลังเดินหลายชั่วโมง |
การเสียดสีสะสมและความชื้น |
เปลี่ยนถุงเท้าและลดจุดเสียดสี |
|
มีตุ่มพอง |
ผิวหนังถูกเสียดสีซ้ำ |
ป้องกันแผลและหยุดการเสียดสี |
|
เจ็บแม้เปลี่ยนถุงเท้า |
รูปทรงรองเท้าอาจไม่เหมาะ |
ทดลองรุ่นหรือขนาดอื่น |
รองเท้าเซฟตี้กัดจนเป็นแผล ควรทำอย่างไร?
หากรองเท้าเซฟตี้กัดจนเกิดรอยแดงหรือตุ่มพอง ควรหยุดการเสียดสีโดยเร็ว ไม่ควรฝืนเดินต่อเพราะอาจทำให้แผลรุนแรงขึ้น
กรณีผิวหนังแดงแต่ยังไม่เป็นแผล
ทำความสะอาดและซับให้แห้ง ตรวจสอบว่ามีจุดกดจากรองเท้าหรือไม่ และใช้วัสดุป้องกันการเสียดสีที่เหมาะสมหากจำเป็น
กรณีเกิดตุ่มพองที่ยังไม่แตก
ไม่ควรเจาะตุ่มพองเองโดยไม่จำเป็น เพราะผิวหนังที่ปิดอยู่ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อด้านล่าง ควรปิดป้องกันด้วยวัสดุที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงการกดทับ
กรณีตุ่มพองแตกหรือมีแผลเปิด
ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ปิดด้วยวัสดุปิดแผลที่ไม่ติดแผล และเปลี่ยนตามความเหมาะสม หลีกเลี่ยงการดึงผิวหนังที่ปิดแผลออกเอง
หากมีอาการแดงลาม บวม ร้อน ปวดมาก มีหนอง หรือมีไข้ ควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ผู้ที่เป็นเบาหวาน มีปัญหาการไหลเวียนเลือด หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่องควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก
รองเท้าเซฟตี้หุ้มข้อกับแบบข้อสั้น แบบไหนกัดข้อเท้าน้อยกว่า?
รองเท้าเซฟตี้ทั้งสองรูปแบบมีจุดสัมผัสกับเท้าแตกต่างกัน แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่ารูปแบบใดกัดข้อเท้าน้อยกว่าเสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับขนาด รูปทรง และวัสดุของแต่ละรุ่น
|
คุณสมบัติ |
รองเท้าเซฟตี้ข้อสั้น |
รองเท้าเซฟตี้หุ้มข้อ |
|---|---|---|
|
ตำแหน่งขอบรองเท้า |
โดยทั่วไปอยู่ต่ำกว่าข้อเท้า |
ขอบรองเท้าครอบคลุมบริเวณข้อเท้า |
|
จุดที่อาจเสียดสี |
ด้านหลังส้นและรอบปากรองเท้า |
รอบข้อเท้าและด้านหลังส้น |
|
ความกระชับ |
ขึ้นอยู่กับรูปทรงและระบบล็อก |
อาจปรับความกระชับรอบข้อเท้าได้มากกว่าในบางรุ่น |
|
ความคล่องตัว |
ขึ้นอยู่กับการออกแบบ |
ขึ้นอยู่กับความสูงและความยืดหยุ่นของส่วนหุ้มข้อ |
|
เหมาะกับงาน |
ต้องพิจารณาความเสี่ยงและข้อกำหนด PPE |
ต้องพิจารณาความเสี่ยงและข้อกำหนด PPE |
หากสถานที่ทำงานกำหนดให้สวมรองเท้าหุ้มข้อ ไม่ควรเปลี่ยนเป็นรองเท้าข้อสั้นเพียงเพราะรู้สึกสบายกว่าโดยไม่ได้รับการประเมินจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย
วิธีเลือกรองเท้าเซฟตี้ไม่ให้กัดข้อเท้าตั้งแต่แรก
การเลือกรองเท้าเซฟตี้ควรให้ความสำคัญทั้งด้านความปลอดภัยและความพอดี เพราะรองเท้าที่ผ่านมาตรฐานแต่ไม่เหมาะกับรูปเท้า อาจทำให้ผู้สวมใส่เกิดความไม่สบายระหว่างทำงานได้
เลือกขนาดโดยทดลองสวมจริง
ควรทดลองสวมพร้อมถุงเท้าทำงาน และทดสอบเดินบนพื้นราบ รวมถึงขยับข้อเท้าในลักษณะที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง
ไม่ควรเลือกขนาดจากรองเท้าผ้าใบที่ใช้อยู่เพียงอย่างเดียว เพราะรูปทรงและขนาดของรองเท้าแต่ละแบรนด์อาจแตกต่างกัน
ตรวจสอบขอบรองเท้าและส่วนรองรับส้นเท้า
ลองสัมผัสวัสดุรอบข้อเท้า ตรวจสอบว่ามีขอบแข็ง ตะเข็บนูน หรือจุดกดทับหรือไม่
รองเท้าที่มีขอบบุนุ่มอาจช่วยเพิ่มความสบาย แต่ความนุ่มเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะไม่เกิดการเสียดสี หากรูปทรงรองเท้าไม่พอดีกับเท้า
เลือกรองเท้าให้ตรงกับความเสี่ยงของงาน
มาตรฐาน EN ISO 20345 เป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญสำหรับรองเท้านิรภัย โดยครอบคลุมข้อกำหนดด้านการป้องกันและการทดสอบที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้งานต้องพิจารณารหัสคุณสมบัติของรองเท้าแต่ละรุ่น รวมถึงข้อกำหนดของสถานที่ทำงาน เช่น ความเสี่ยงจากการลื่น การเจาะทะลุ หรือสภาพแวดล้อมที่มีความชื้น
ไม่ควรเลือกจากความสบายเพียงอย่างเดียวโดยละเลยคุณสมบัติด้านความปลอดภัย
Checklist ก่อนตัดสินใจซื้อรองเท้าเซฟตี้
รองเท้าหัวเหล็กกับรองเท้าหัวคอมโพสิต มีผลต่อการกัดข้อเท้าหรือไม่?
วัสดุหัวรองเท้าไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของการกัดข้อเท้า เนื่องจากหัวรองเท้านิรภัยอยู่บริเวณปลายเท้า ส่วนปัญหาการกัดข้อเท้ามักเกี่ยวข้องกับรูปทรงส่วนส้น ขอบรองเท้า และการเคลื่อนไหวของเท้าภายในรองเท้า
รองเท้าหัวเหล็กและหัวคอมโพสิตอาจมีน้ำหนักและโครงสร้างแตกต่างกันตามการออกแบบของแต่ละรุ่น แต่ไม่ควรสรุปว่ารองเท้าหัวคอมโพสิตจะไม่กัดข้อเท้า หรือรองเท้าหัวเหล็กจะกัดข้อเท้ามากกว่าเสมอไป
สิ่งสำคัญคือการทดลองสวมและตรวจสอบคุณสมบัติของรองเท้ารุ่นนั้นโดยตรง
เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้แทนการแก้รองเท้ากัด?
ไม่ใช่ทุกปัญหาจะสามารถแก้ได้ด้วยถุงเท้าหรือแผ่นกันกัด หากพบอาการต่อไปนี้ควรพิจารณาเปลี่ยนรองเท้า
-
รองเท้ากดข้อเท้าอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มสวม
-
เกิดแผลซ้ำบริเวณเดิมแม้ปรับการสวมใส่แล้ว
-
ส่วนส้นหรือขอบรองเท้าเสียรูป
-
พื้นรองเท้าหรือวัสดุด้านในชำรุดจนเกิดจุดเสียดสี
-
รองเท้าไม่สามารถยึดส้นเท้าได้อย่างเหมาะสม
-
รองเท้ามีความเสียหายที่อาจกระทบต่อคุณสมบัติด้านความปลอดภัย
หากรองเท้ายังอยู่ในสภาพดีแต่ไม่เหมาะกับรูปเท้า ควรทดลองรองเท้ารุ่นอื่นที่มีรูปทรงต่างกัน ไม่จำเป็นต้องเลือกขนาดใหญ่ขึ้นเสมอไป
สรุป รองเท้าเซฟตี้กัดข้อเท้า แก้ให้ตรงจุดสำคัญที่สุด
รองเท้าเซฟตี้กัดข้อเท้าไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะการเสียดสีซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดตุ่มพองหรือแผลที่ส่งผลต่อการเดินและการทำงาน
วิธีแก้ที่เหมาะสมเริ่มจากการตรวจสอบขนาดรองเท้า รูปทรงส่วนส้น การผูกเชือก และถุงเท้าที่ใช้ หากยังเกิดอาการเจ็บซ้ำ ควรพิจารณาเปลี่ยนรองเท้าเป็นรุ่นที่เหมาะกับรูปเท้ามากขึ้น โดยยังต้องมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยตรงตามลักษณะงาน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหารองเท้าเซฟตี้คู่ใหม่ สามารถศึกษารุ่นและคุณสมบัติของรองเท้านิรภัยได้ที่ Master Safety เพื่อเปรียบเทียบตัวเลือกก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. รองเท้าเซฟตี้ใหม่กัดข้อเท้าเป็นเรื่องปกติหรือไม่?
รองเท้าใหม่บางรุ่นอาจมีวัสดุที่ยังแข็ง แต่ไม่ควรทำให้เกิดอาการเจ็บหรือเป็นแผล หากกัดอย่างชัดเจนควรตรวจสอบความพอดีและหยุดการเสียดสี ไม่ควรฝืนใส่ต่อ
2. รองเท้าเซฟตี้กัดส้นเท้าควรใช้แผ่นกันกัดหรือไม่?
สามารถใช้วัสดุป้องกันการเสียดสีที่เหมาะสมได้ในบางกรณี แต่ต้องตรวจสอบว่าไม่ทำให้รองเท้าคับขึ้นหรือเปลี่ยนตำแหน่งเท้าจนเกิดจุดกดใหม่
3. รองเท้าเซฟตี้กัดข้อเท้าต้องเปลี่ยนรองเท้าหรือไม่?
ไม่จำเป็นทุกกรณี หากเกิดจากการผูกเชือกหรือถุงเท้าอาจปรับแก้ได้ แต่หากรองเท้ากดทับหรือกัดซ้ำแม้ปรับแล้ว ควรเปลี่ยนรุ่นหรือขนาดให้เหมาะสม
4. รองเท้าเซฟตี้หุ้มข้อกัดมากกว่ารองเท้าข้อสั้นจริงไหม?
ไม่เสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับรูปทรง ขนาด ความแข็งของขอบรองเท้า และความพอดีกับข้อเท้า รองเท้าแต่ละรุ่นอาจให้ความรู้สึกต่างกัน
5. รองเท้ากัดจนเป็นตุ่มพองควรเจาะตุ่มพองหรือไม่?
โดยทั่วไปไม่ควรเจาะเองโดยไม่จำเป็น ควรป้องกันบริเวณที่เกิดตุ่มพองและหลีกเลี่ยงการเสียดสี หากมีอาการติดเชื้อหรือมีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยงควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
6. ใส่ถุงเท้าหนาแล้วช่วยลดรองเท้าเซฟตี้กัดได้ไหม?
ถุงเท้าที่มีความหนาเหมาะสมอาจช่วยลดการเสียดสีได้ แต่ถ้าหนาเกินไปอาจทำให้รองเท้าคับและเพิ่มแรงกด จึงควรทดลองสวมร่วมกับรองเท้าจริง
7. รองเท้าหัวคอมโพสิตช่วยลดปัญหารองเท้ากัดข้อเท้าได้หรือไม่?
วัสดุหัวรองเท้าไม่ใช่ปัจจัยหลักของการกัดข้อเท้า ควรพิจารณารูปทรงส่วนส้น ขอบรองเท้า ความกระชับ และความพอดีกับรูปเท้าเป็นสำคัญ
#รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้าเซฟตี้กัดข้อเท้า #รองเท้าเซฟตี้กัด #วิธีแก้รองเท้ากัด #รองเท้านิรภัย #รองเท้าเซฟตี้หุ้มข้อ #MasterSafety
- ปรึกษาฟรีทาง Line : @516hquje
- สนใจสินค้ารองเท้าเซฟตี้ >> ดูรายละเอียด <<
- Facebook : Master Safety ตัวแทนนำเข้า Safety Jogger รายใหญ่ที่สุดในไทย
- บทความก่อนหน้าเกี่ยวกับ : รองเท้าเซฟตี้
-
Posted in
รองเท้านิรภัย, รองเท้าหัวเหล็ก, รองเท้าเซฟตี้





