ลดความเสี่ยงสะดุดล้ม ด้วยการเลือกรองเท้าเซฟตี้ให้ถูก

ลดความเสี่ยงสะดุดล้ม ด้วยการเลือกรองเท้าเซฟตี้ให้ถูก

ลดความเสี่ยงจากการสะดุดล้ม ด้วยการเลือกรองเท้าเซฟตี้ให้ถูก

อุบัติเหตุจากการสะดุด ลื่น หรือหกล้ม เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่พบได้บ่อยในโรงงาน คลังสินค้า ไซต์ก่อสร้าง และพื้นที่ปฏิบัติงานทั่วไป แม้หลายครั้งจะดูเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย แต่สามารถทำให้เกิดข้อเท้าพลิก กระดูกหัก ศีรษะกระแทก หรือจำเป็นต้องหยุดงานเป็นเวลานานได้

นอกจากการจัดพื้นที่ทำงานให้เป็นระเบียบแล้ว การเลือก รองเท้าเซฟตี้ ให้เหมาะกับลักษณะพื้น สภาพแวดล้อม และรูปแบบการเดินของผู้ปฏิบัติงาน ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการสะดุดล้มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุที่ทำให้พนักงานสะดุดหรือล้มขณะทำงาน

การสะดุดล้มไม่ได้เกิดจากพื้นต่างระดับหรือสิ่งกีดขวางเท่านั้น แต่บางครั้งรองเท้าที่สวมใส่อยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยง

สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • รองเท้ามีขนาดใหญ่เกินไป ทำให้ปลายรองเท้าครูดกับพื้น

  • รองเท้าหลวมบริเวณส้นเท้า ทำให้ควบคุมการก้าวเดินได้ยาก

  • พื้นรองเท้าหนาและหนักจนยกเท้าไม่พ้นพื้น

  • ดอกยางสึก ทำให้การยึดเกาะลดลง

  • พื้นรองเท้าแข็งเกินไป ไม่ยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหว

  • เชือกรองเท้าหลุดหรือยาวเกินไป

  • เลือกรองเท้าไม่เหมาะกับพื้นเปียก พื้นน้ำมัน หรือพื้นผิวขรุขระ

  • รองเท้ามีรูปทรงกว้างหรือเทอะทะเกินลักษณะงาน

ดังนั้น การลดความเสี่ยงควรพิจารณาทั้งสภาพพื้นที่และคุณสมบัติของรองเท้าควบคู่กัน

รองเท้าหลวมเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อการสะดุดได้อย่างไร

รองเท้าเซฟตี้ที่มีขนาดใหญ่เกินไป อาจทำให้เท้าเลื่อนไปมาภายในรองเท้า ผู้สวมใส่จึงต้องออกแรงเกร็งเท้าหรือปรับท่าเดินโดยไม่รู้ตัว เมื่อเดินเร็ว ขึ้นบันได หรือก้าวข้ามสิ่งกีดขวาง ปลายรองเท้าอาจเกี่ยวกับขอบพื้นหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ง่าย

ขณะเดียวกัน หากส้นรองเท้าไม่กระชับ เท้าอาจหลุดจากตำแหน่งในจังหวะก้าว ทำให้เสียสมดุลและเพิ่มโอกาสข้อเท้าพลิก

รองเท้าที่เหมาะสมควรมีพื้นที่ด้านหน้าพอให้ขยับนิ้วเท้าได้เล็กน้อย แต่ต้องไม่หลวมจนเท้าเลื่อนขณะเดิน

คุณสมบัติของรองเท้าเซฟตี้ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการล้ม

1. พื้นรองเท้ากันลื่น

พื้นรองเท้าควรผลิตจากวัสดุที่มีแรงยึดเกาะเหมาะสม เช่น ยางหรือ PU ที่ออกแบบมาสำหรับพื้นอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำ น้ำมัน ฝุ่น หรือเศษวัสดุ

ดอกยางควรมีร่องระบายน้ำและสิ่งสกปรก ไม่ควรเป็นพื้นเรียบทั้งหมด เพราะอาจลื่นได้ง่ายเมื่อเจอพื้นเปียก

2. ขนาดพอดีกับเท้า

รองเท้าที่เล็กเกินไปทำให้เจ็บเท้าและเดินผิดท่า ส่วนรองเท้าที่ใหญ่เกินไปทำให้ควบคุมการก้าวเดินได้ไม่ดี ก่อนซื้อควรลองรองเท้าพร้อมถุงเท้าที่ใช้ทำงานจริง และทดลองเดินเพื่อเช็กการกระชับของส้นเท้า

3. น้ำหนักเหมาะสม

รองเท้าที่หนักมากอาจทำให้ผู้สวมใส่เมื่อยล้า ยกเท้าได้ต่ำลง และมีโอกาสสะดุดสิ่งกีดขวางมากขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องเดินตลอดวัน

หากลักษณะงานอนุญาต อาจเลือกรองเท้าที่ใช้หัวคอมโพสิตแทนหัวเหล็ก เพื่อลดน้ำหนักโดยยังคงมีคุณสมบัติป้องกันแรงกระแทกตามมาตรฐานของรุ่นนั้น ๆ

4. พื้นรองเท้ายืดหยุ่น

รองเท้าที่พื้นแข็งมากเกินไปจะไม่โค้งตามการก้าวเดิน ทำให้ผู้สวมใส่ยกปลายเท้าหรือถ่ายน้ำหนักได้ไม่เป็นธรรมชาติ ควรเลือกพื้นรองเท้าที่แข็งแรงแต่ยังมีความยืดหยุ่นในตำแหน่งหน้าเท้า

5. ส้นรองเท้ากระชับ

ส้นรองเท้าที่กระชับช่วยล็อกเท้าให้อยู่ในตำแหน่ง ลดการเลื่อนภายในรองเท้า และทำให้ควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น รองเท้าหุ้มข้อยังสามารถช่วยประคองข้อเท้าได้ในพื้นที่ขรุขระ แต่ต้องเลือกแบบที่ไม่แข็งจนจำกัดการเคลื่อนไหว

6. ระบบปิดรองเท้าปลอดภัย

รองเท้าเชือกควรผูกให้แน่นและเก็บปลายเชือกไม่ให้ห้อยออกมา ส่วนรองเท้าแบบหมุนปรับความกระชับหรือแบบซิป ควรตรวจสอบว่าระบบล็อกไม่คลายตัวขณะใช้งาน

ตารางเลือกรองเท้าเซฟตี้ตามลักษณะพื้น

ลักษณะพื้นที่ทำงาน ความเสี่ยงที่พบ รองเท้าที่ควรเลือก
พื้นคอนกรีตเรียบ ลื่นจากฝุ่นหรือพื้นมัน พื้นยางหรือ PU กันลื่น ดอกยางปานกลาง
พื้นเปียก ลื่นจากน้ำและความชื้น พื้นกันลื่น มีร่องระบายน้ำ
พื้นมีน้ำมัน ลื่นและพื้นรองเท้าเสื่อม พื้นทนน้ำมันและสารไฮโดรคาร์บอน
พื้นขรุขระ ข้อเท้าพลิก เดินไม่มั่นคง รองเท้าหุ้มข้อ ดอกยางลึก
พื้นต่างระดับ สะดุดขอบพื้นหรือขั้นบันได รองเท้าน้ำหนักเบา กระชับ ไม่เทอะทะ
พื้นมีเศษโลหะ เหยียบของแหลมหรือสะดุดวัสดุ พื้นกันทะลุและดอกยางยึดเกาะดี
คลังสินค้า เดินเร็วและขึ้นลงบ่อย รองเท้าน้ำหนักเบา พื้นยืดหยุ่น กระชับส้น
ไซต์ก่อสร้าง พื้นดิน โคลน และเศษวัสดุ รองเท้าหุ้มข้อ ดอกยางลึก พื้นกันทะลุ

เปรียบเทียบรองเท้าเซฟตี้ที่เหมาะและไม่เหมาะกับงานเดิน

จุดเปรียบเทียบ รองเท้าที่เหมาะ รองเท้าที่เพิ่มความเสี่ยง
ขนาด พอดี กระชับส้น หลวมหรือใหญ่เกินไป
น้ำหนัก น้ำหนักสมดุล หนักจนยกเท้าลำบาก
พื้นรองเท้า ยึดเกาะและยืดหยุ่น แข็ง เรียบ หรือดอกยางสึก
รูปทรง กระชับ ไม่เทอะทะ ปลายรองเท้ายาวหรือกว้างเกินไป
ระบบปิด เชือกหรือระบบล็อกแน่น เชือกยาว หลุดง่าย
การรองรับเท้า รองรับอุ้งเท้าและส้นเท้า พื้นแบน ไม่มีแรงซับแรงกระแทก

วิธีเลือกไซซ์รองเท้าเซฟตี้ให้เดินมั่นคง

การเลือกไซซ์มีผลต่อความปลอดภัยมากกว่าที่หลายคนคิด โดยสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ดังนี้

  1. ลองรองเท้าในช่วงบ่าย เพราะเท้ามักขยายตัวหลังจากเดินหรือยืนมาทั้งวัน

  2. สวมถุงเท้าชนิดเดียวกับที่ใช้ทำงานจริง

  3. ตรวจสอบว่าปลายเท้าไม่ชนหัวรองเท้า

  4. ส้นเท้าต้องไม่ยกขึ้นมากขณะเดิน

  5. ทดลองเดิน เลี้ยวตัว และขึ้นลงบันได

  6. ตรวจสอบว่าหน้าเท้าไม่ถูกบีบจนชา

  7. ไม่ควรเพิ่มไซซ์มากเกินไปเพียงเพราะกลัวหัวเหล็กกดนิ้ว

หากเท้าซ้ายและขวามีขนาดต่างกัน ควรเลือกตามข้างที่ใหญ่กว่า แล้วปรับความกระชับด้วยแผ่นรองหรือถุงเท้าที่เหมาะสม

รองเท้าหัวเหล็กทำให้สะดุดง่ายกว่าหัวคอมโพสิตหรือไม่

รองเท้าหัวเหล็กไม่ได้ทำให้สะดุดง่ายเสมอไป แต่โดยทั่วไปหัวเหล็กมีน้ำหนักมากกว่าหัวคอมโพสิต หากรองเท้าออกแบบไม่สมดุลหรือผู้สวมใส่ต้องเดินระยะไกลตลอดวัน อาจทำให้เมื่อยล้าและยกเท้าได้ต่ำลง

หัวคอมโพสิตมีน้ำหนักเบากว่าและไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้าในบางรุ่น จึงเหมาะกับงานที่ต้องเดินมากหรือทำงานใกล้ระบบไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบมาตรฐานการรับแรงกระแทกและคุณสมบัติอื่น ๆ ของรองเท้าแต่ละรุ่น ไม่ควรตัดสินจากวัสดุหัวรองเท้าเพียงอย่างเดียว

รองเท้าหุ้มข้อหรือข้อสั้น แบบไหนลดความเสี่ยงได้ดีกว่า

รองเท้าข้อสั้นมีน้ำหนักเบา เคลื่อนไหวคล่องตัว และเหมาะกับพื้นเรียบในโรงงานหรือคลังสินค้า ส่วนรองเท้าหุ้มข้อช่วยประคองข้อเท้า เหมาะกับไซต์ก่อสร้าง พื้นขรุขระ หรือพื้นที่ที่มีโอกาสเหยียบพลาด

ประเภทรองเท้า ข้อดี เหมาะกับงาน
รองเท้าข้อสั้น เบา เดินคล่อง ระบายอากาศดี โรงงาน คลังสินค้า งานภายในอาคาร
รองเท้าหุ้มข้อ ประคองข้อเท้า ป้องกันเศษวัสดุ ก่อสร้าง งานกลางแจ้ง พื้นขรุขระ
รองเท้าบูต ป้องกันน้ำ โคลน และสารบางประเภท งานเปียก งานเกษตร งานสารเคมีตามรุ่น

ไม่มีแบบใดดีที่สุดสำหรับทุกพื้นที่ ควรเลือกตามสภาพการใช้งานจริงเป็นหลัก

ตรวจสอบรองเท้าเป็นประจำ ช่วยลดอุบัติเหตุได้

แม้รองเท้าจะมีคุณสมบัติกันลื่น แต่เมื่อใช้งานเป็นเวลานาน ดอกยางอาจสึกและประสิทธิภาพการยึดเกาะลดลง ควรตรวจสอบรองเท้าเป็นประจำ โดยเฉพาะจุดต่อไปนี้

  • ดอกยางสึกจนเรียบหรือไม่

  • พื้นรองเท้าแตกร้าวหรือแยกออกจากตัวรองเท้าหรือไม่

  • เชือกและตะขอร้อยเชือกยังอยู่ในสภาพดีหรือไม่

  • ส้นรองเท้ายุบหรือเสียรูปหรือไม่

  • ภายในรองเท้ามีแผ่นรองที่เลื่อนหรือพับงอหรือไม่

  • มีน้ำมัน โคลน หรือสิ่งสกปรกติดอยู่ใต้พื้นหรือไม่

ไม่ควรรอให้รองเท้าขาดหรือเสียหายอย่างรุนแรงจึงเปลี่ยน เพราะคุณสมบัติด้านความปลอดภัยอาจลดลงก่อนที่จะมองเห็นความเสียหายอย่างชัดเจน

How to: วิธีลดความเสี่ยงจากการสะดุดล้มด้วยรองเท้าเซฟตี้

ขั้นตอนที่ 1 สำรวจสภาพพื้น

ตรวจสอบว่าพื้นที่ทำงานเป็นพื้นเรียบ พื้นเปียก พื้นมัน พื้นขรุขระ หรือมีเศษวัสดุอยู่เป็นประจำ

ขั้นตอนที่ 2 ระบุรูปแบบการทำงาน

พิจารณาว่าผู้ใช้งานต้องยืน เดิน วิ่ง ขึ้นบันได หรือปีนขึ้นลงอุปกรณ์บ่อยเพียงใด

ขั้นตอนที่ 3 เลือกดอกยางให้เหมาะสม

พื้นเปียกควรมีร่องระบายน้ำ พื้นโคลนควรใช้ดอกยางลึก ส่วนพื้นโรงงานเรียบควรเลือกพื้นกันลื่นที่ไม่แข็งจนเกินไป

ขั้นตอนที่ 4 เลือกไซซ์ให้พอดี

ทดลองสวมและเดินจริง ตรวจสอบว่าปลายเท้าไม่ชนและส้นเท้าไม่หลุด

ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบน้ำหนักและความยืดหยุ่น

รองเท้าควรมีน้ำหนักเหมาะสมกับระยะเวลาการใช้งาน และพื้นรองเท้าควรงอได้บริเวณหน้าเท้า

ขั้นตอนที่ 6 ตรวจสภาพก่อนใช้งาน

ทำความสะอาดพื้นรองเท้า ผูกเชือกให้เรียบร้อย และเปลี่ยนรองเท้าเมื่อดอกยางหรือโครงสร้างเริ่มเสื่อมสภาพ

รองเท้าเซฟตี้อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่

รองเท้าเซฟตี้ช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ทั้งหมด หากพื้นที่ทำงานยังมีสายไฟ เศษวัสดุ พาเลต หรืออุปกรณ์กีดขวางทางเดิน

องค์กรควรดำเนินการร่วมกันหลายด้าน เช่น

  • กำหนดทางเดินให้ชัดเจน

  • จัดเก็บสายไฟและอุปกรณ์ให้เรียบร้อย

  • ทำความสะอาดน้ำหรือน้ำมันทันที

  • ติดป้ายเตือนบริเวณพื้นต่างระดับ

  • จัดแสงสว่างให้เพียงพอ

  • ตรวจสอบรองเท้าของพนักงานเป็นระยะ

  • อบรมเรื่องการเดินและการทำงานอย่างปลอดภัย

การเลือกรองเท้าที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัย ไม่ใช่มาตรการเพียงอย่างเดียว

สรุป

การลดความเสี่ยงจากการสะดุดล้ม เริ่มต้นได้จากการเลือกรองเท้าเซฟตี้ที่พอดีกับเท้า พื้นรองเท้ายึดเกาะดี น้ำหนักเหมาะสม และมีรูปทรงไม่เทอะทะ โดยต้องเลือกให้ตรงกับสภาพพื้นและลักษณะงานจริง

สำหรับงานในโรงงานหรือคลังสินค้า ควรเน้นรองเท้าที่น้ำหนักเบา พื้นยืดหยุ่น และกันลื่น ส่วนงานก่อสร้างหรือพื้นที่ขรุขระ ควรเลือกรองเท้าหุ้มข้อ ดอกยางลึก และมีพื้นกันทะลุ

รองเท้าที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยป้องกันนิ้วเท้าจากแรงกระแทก แต่ยังช่วยให้ผู้สวมใส่เดินได้มั่นคง ลดความเมื่อยล้า และลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุระหว่างวันได้อีกด้วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้าเซฟตี้และการสะดุดล้ม

รองเท้ากันลื่นสามารถป้องกันการล้มได้ทั้งหมดหรือไม่

ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด รองเท้ากันลื่นช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะ แต่ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับชนิดพื้น สิ่งสกปรก ดอกยาง และสภาพรองเท้า ควรดูแลพื้นที่ทำงานให้สะอาดร่วมด้วย

รองเท้าหลวมทำให้สะดุดง่ายจริงหรือไม่

จริง รองเท้าหลวมทำให้เท้าเลื่อนภายในรองเท้า ปลายรองเท้าอาจครูดกับพื้น และควบคุมจังหวะการก้าวได้ยากขึ้น

ควรเลือกไซซ์รองเท้าเซฟตี้ใหญ่กว่ารองเท้าปกติหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องเลือกใหญ่กว่าเสมอไป ควรอ้างอิงตารางไซซ์ของแต่ละแบรนด์และทดลองสวมจริง เพราะรูปทรงและขนาดภายในของรองเท้าแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน

ดอกยางแบบไหนเหมาะกับพื้นเปียก

ควรเลือกดอกยางที่มีร่องระบายน้ำและมีพื้นที่สัมผัสพื้นเพียงพอ ไม่ควรเลือกพื้นเรียบหรือดอกยางที่สึกจนตื้น

รองเท้าหนักทำให้สะดุดง่ายขึ้นหรือไม่

อาจเพิ่มความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินนาน เพราะความเมื่อยล้าทำให้ยกเท้าได้น้อยลงและควบคุมการก้าวเดินได้ไม่ดี

รองเท้าหุ้มข้อช่วยป้องกันข้อเท้าพลิกได้หรือไม่

ช่วยประคองข้อเท้าและเพิ่มความมั่นคงได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องเลือกขนาดที่พอดีและไม่แข็งจนจำกัดการเคลื่อนไหว

ควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้เมื่อใด

ควรเปลี่ยนเมื่อดอกยางสึก พื้นรองเท้าแตกร้าว ตัวรองเท้าเสียรูป หัวป้องกันได้รับแรงกระแทกรุนแรง หรือรองเท้าไม่สามารถกระชับเท้าได้เหมือนเดิม

รองเท้าพื้นทนน้ำมันจำเป็นสำหรับโรงงานหรือไม่

จำเป็นสำหรับพื้นที่ที่มีน้ำมันหรือสารหล่อลื่น เพราะพื้นรองเท้าทั่วไปอาจลื่นและเสื่อมสภาพเร็วเมื่อสัมผัสน้ำมันเป็นประจำ


#รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้านิรภัย #รองเท้าเซฟตี้งานกลางแจ้ง #รองเท้าเซฟตี้กันน้ำ #รองเท้าเซฟตี้กันลื่น #รองเท้าเซฟตี้ทนแดด #รองเท้าเซฟตี้ทนฝน #อุปกรณ์เซฟตี้ #PPE #SafetyShoes #รองเท้าทำงาน #รองเท้า safety

ฝากความคิดเห็น

โปรดทราบว่าความคิดเห็นจะต้องได้รับการอนุมัติก่อนที่จะเผยแพร่

Add Order Note

    คุณกำลังมองหาสินค้าไหน?

    Popular Searches:  Jeans  Dress  Top  Summer  SALE  

    LINE