รองเท้าเซฟตี้ ช่วยลดอุบัติเหตุในโรงงานได้อย่างไร

รองเท้าเซฟตี้ ช่วยลดอุบัติเหตุในโรงงานได้อย่างไร

รองเท้าเซฟตี้ ช่วยลดอุบัติเหตุในโรงงานได้อย่างไร

รองเท้าเซฟตี้ช่วยลดอุบัติเหตุในโรงงานได้ด้วยการป้องกันเท้าจากวัตถุตกกระแทก ของมีคม พื้นลื่น ความร้อน สารเคมี และอันตรายจากไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม รองเท้าแต่ละรุ่นไม่ได้ป้องกันอันตรายได้เหมือนกัน โรงงานจึงควรเลือกคุณสมบัติให้ตรงกับลักษณะงาน พื้นที่ปฏิบัติงาน และความเสี่ยงของพนักงานแต่ละแผนก

รองเท้านิรภัยที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ แต่ยังช่วยให้พนักงานเดินและยืนทำงานได้มั่นคงขึ้น ลดการลื่นสะดุด และเพิ่มความมั่นใจระหว่างปฏิบัติงาน


รองเท้าเซฟตี้คืออะไร และทำไมโรงงานจึงควรให้ความสำคัญ

รองเท้าเซฟตี้ หรือรองเท้านิรภัย เป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บบริเวณเท้าและข้อเท้า โดยเฉพาะในโรงงาน คลังสินค้า พื้นที่ก่อสร้าง ศูนย์กระจายสินค้า และพื้นที่ที่มีเครื่องจักรทำงานอยู่ตลอดเวลา

อุบัติเหตุในโรงงานไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว เหตุการณ์ที่ดูเล็กน้อย เช่น กล่องตกใส่เท้า เหยียบเศษโลหะ ลื่นบนพื้นเปียก หรือเดินสะดุดขณะยกสินค้า ก็สามารถทำให้พนักงานบาดเจ็บและต้องหยุดงานได้

การกำหนดให้พนักงานสวมรองเท้าเซฟตี้ที่เหมาะกับงาน จึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความปลอดภัยที่ช่วยลดทั้งความเสี่ยง ความรุนแรงของอุบัติเหตุ และผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงงาน


รองเท้าเซฟตี้ช่วยลดอุบัติเหตุในโรงงานได้อย่างไร

1. ป้องกันวัตถุตกกระแทกบริเวณปลายเท้า

ในโรงงานและคลังสินค้า พนักงานอาจต้องทำงานใกล้ชั้นวางสินค้า เครื่องจักร รถเข็น หรือพาเลต วัตถุที่ตกจากระดับสูงหรือหลุดจากมืออาจกระแทกบริเวณนิ้วเท้าโดยตรง

รองเท้าเซฟตี้ที่มีหัวรองเท้านิรภัยช่วยรองรับและกระจายแรงกระแทก ลดโอกาสที่นิ้วเท้าจะได้รับบาดเจ็บรุนแรง เช่น กระดูกแตก เล็บฉีก หรือแผลกดทับ

หัวรองเท้าที่พบได้ทั่วไป ได้แก่

  • หัวเหล็ก มีความแข็งแรงและทนต่อแรงกระแทก

  • หัวคอมโพสิต น้ำหนักเบาและไม่นำไฟฟ้า

  • หัวอะลูมิเนียม มีน้ำหนักเบากว่าหัวเหล็กบางประเภท

การเลือกไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัสดุเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูระดับการป้องกัน น้ำหนักรองเท้า และลักษณะพื้นที่ทำงานร่วมกัน


2. ลดความเสี่ยงจากการลื่นและหกล้ม

พื้นเปียก คราบน้ำมัน ฝุ่นผง และเศษวัสดุ เป็นสาเหตุสำคัญของการลื่นล้มในโรงงาน โดยเฉพาะพื้นที่ผลิตอาหาร โรงงานเคมี งานซ่อมบำรุง และพื้นที่ใกล้เครื่องจักร

รองเท้าเซฟตี้ที่มีพื้นกันลื่นจะช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะระหว่างรองเท้ากับพื้น ทำให้พนักงานเดิน เปลี่ยนทิศทาง หรือยกของได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คำว่า “กันลื่น” ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ลื่นในทุกสภาพพื้น โรงงานยังต้องควบคุมความสะอาด จัดการของเหลวที่หก และติดป้ายเตือนในจุดเสี่ยงควบคู่กันไป


3. ป้องกันการเหยียบของมีคม

พื้นที่ผลิตและซ่อมบำรุงอาจมีตะปู เศษเหล็ก ลวด เศษกระจก หรือชิ้นส่วนแหลมคมตกอยู่บนพื้น หากพนักงานสวมรองเท้าทั่วไป วัตถุเหล่านี้อาจแทงทะลุพื้นรองเท้าและทำให้เกิดบาดแผลได้

รองเท้าเซฟตี้บางรุ่นมีแผ่นป้องกันการเจาะทะลุอยู่ภายในพื้นรองเท้า ช่วยลดความเสี่ยงจากการเหยียบของมีคม โดยแผ่นป้องกันอาจผลิตจากโลหะหรือวัสดุเส้นใยที่มีความแข็งแรงสูง

คุณสมบัตินี้เหมาะกับงานก่อสร้าง งานโลหะ คลังวัสดุ และพื้นที่ที่มีเศษชิ้นงานตกหล่นเป็นประจำ


4. ลดการบาดเจ็บจากของหนักทับเท้า

นอกจากวัตถุตกใส่เท้าแล้ว พนักงานยังอาจถูกล้อรถเข็น พาเลต หรือวัสดุขนาดใหญ่เคลื่อนทับบริเวณเท้าได้

โครงสร้างรองเท้าเซฟตี้ที่แข็งแรง รวมถึงหัวรองเท้าและส่วนป้องกันด้านข้างบางรุ่น สามารถช่วยลดแรงกดและความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ แม้จะไม่สามารถป้องกันอันตรายจากน้ำหนักมากได้ทั้งหมดก็ตาม

ในพื้นที่ที่มีรถโฟล์คลิฟต์หรืออุปกรณ์ขนย้าย โรงงานยังต้องกำหนดเส้นทางเดิน เส้นทางรถ และเขตห้ามเข้าให้ชัดเจน


5. ช่วยป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าหรือไฟฟ้าสถิต

บางพื้นที่มีความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้า ขณะที่บางกระบวนการต้องควบคุมการสะสมของไฟฟ้าสถิต เช่น โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ห้องผลิตชิ้นส่วน หรือพื้นที่ที่มีสารไวไฟ

รองเท้านิรภัยจึงต้องเลือกตามวัตถุประสงค์อย่างถูกต้อง เช่น

  • รองเท้าที่ช่วยลดการสะสมของไฟฟ้าสถิต

  • รองเท้า ESD สำหรับพื้นที่ควบคุมประจุไฟฟ้า

  • รองเท้าที่ออกแบบสำหรับลดความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้าในบางลักษณะงาน

รองเท้าแต่ละประเภทมีหลักการทำงานต่างกัน จึงไม่ควรใช้แทนกันโดยไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดจากผู้ผลิตและผลการประเมินความเสี่ยง


6. ป้องกันความร้อน สารเคมี และของเหลว

โรงงานบางประเภทมีความเสี่ยงเฉพาะ เช่น พื้นผิวร้อน สะเก็ดโลหะ น้ำมัน สารเคมี หรือของเหลวที่อาจซึมเข้าสู่รองเท้า

รองเท้าเซฟตี้สำหรับพื้นที่เหล่านี้อาจมีคุณสมบัติเพิ่มเติม เช่น

  • พื้นรองเท้าทนความร้อน

  • วัสดุทนน้ำมัน

  • รองเท้ากันน้ำ

  • รองเท้าบูตป้องกันสารเคมี

  • โครงสร้างลดการซึมผ่านของของเหลว

ก่อนเลือกใช้งานควรตรวจสอบว่าวัสดุของรองเท้าทนต่อสารที่พบในพื้นที่จริงหรือไม่ เพราะคำว่า “ทนสารเคมี” ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันสารเคมีได้ทุกชนิด


7. ช่วยพยุงเท้าและลดความเมื่อยล้า

พนักงานโรงงานจำนวนมากต้องยืน เดิน หรือยกของต่อเนื่องหลายชั่วโมง รองเท้าที่ไม่รองรับสรีระอาจทำให้เกิดความเมื่อยล้า ปวดฝ่าเท้า และเสียสมดุลขณะทำงาน

รองเท้าเซฟตี้ที่ออกแบบมาดีควรมีขนาดพอดี รองรับอุ้งเท้า ดูดซับแรงกระแทก และไม่หนักเกินความจำเป็น เมื่อพนักงานรู้สึกสบายและเคลื่อนไหวได้คล่องตัว โอกาสเกิดการสะดุดหรือก้าวพลาดก็ลดลงตามไปด้วย

ความสบายจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความรู้สึก แต่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ช่วยสนับสนุนความปลอดภัยระหว่างทำงาน


ตารางความเสี่ยงในโรงงานกับคุณสมบัติรองเท้าที่ควรเลือก

ความเสี่ยงในพื้นที่ทำงาน ตัวอย่างเหตุการณ์ คุณสมบัติรองเท้าที่ควรพิจารณา
วัตถุตกใส่เท้า กล่อง เครื่องมือ หรือชิ้นส่วนตกหล่น หัวรองเท้านิรภัย
พื้นเปียกหรือมีน้ำมัน ลื่นขณะเดินหรือขนย้ายสินค้า พื้นกันลื่นและทนน้ำมัน
ของมีคมบนพื้น เหยียบตะปู เศษเหล็ก หรือเศษกระจก แผ่นป้องกันการเจาะทะลุ
ไฟฟ้าสถิต ประจุไฟฟ้ารบกวนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รองเท้า ESD หรือรองเท้าควบคุมไฟฟ้าสถิต
ความร้อน เดินบนพื้นร้อนหรือใกล้กระบวนการหลอม พื้นรองเท้าทนความร้อน
สารเคมี ของเหลวหรือสารเคมีกระเด็น วัสดุที่ทนต่อสารเคมีชนิดนั้น
น้ำและความชื้น พื้นที่ล้างหรือพื้นที่กลางแจ้ง รองเท้ากันน้ำหรือรองเท้าบูต
ยืนและเดินเป็นเวลานาน ปวดเท้าและเสียสมดุลระหว่างทำงาน พื้นรองรับแรงกระแทกและน้ำหนักเหมาะสม

รองเท้าเซฟตี้อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่

แม้รองเท้าเซฟตี้จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก แต่ไม่ควรใช้เป็นมาตรการป้องกันเพียงอย่างเดียว โรงงานควรจัดการความปลอดภัยหลายระดับร่วมกัน เช่น

  1. กำจัดสิ่งอันตรายออกจากพื้นที่

  2. ปรับปรุงเครื่องจักรและสภาพแวดล้อม

  3. แยกเส้นทางคนเดินออกจากเส้นทางรถขนส่ง

  4. จัดทำขั้นตอนการทำงานที่ปลอดภัย

  5. อบรมพนักงานให้เข้าใจความเสี่ยง

  6. เลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้เหมาะสม

ตัวอย่างเช่น หากพื้นมีน้ำมันหก โรงงานไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการแจกเฉพาะรองเท้ากันลื่น แต่ต้องค้นหาสาเหตุของการรั่ว ทำความสะอาดพื้นที่ และวางระบบตรวจสอบด้วย


วิธีเลือกรองเท้าเซฟตี้ให้เหมาะกับโรงงาน

เริ่มจากประเมินอันตรายในแต่ละพื้นที่

โรงงานไม่ควรเลือกรองเท้ารุ่นเดียวให้พนักงานทุกแผนกโดยอัตโนมัติ เพราะฝ่ายผลิต คลังสินค้า ห้องไฟฟ้า ห้องปฏิบัติการ และงานซ่อมบำรุงอาจเผชิญความเสี่ยงต่างกัน

ควรสำรวจว่าในแต่ละพื้นที่มีความเสี่ยงจากอะไรบ้าง เช่น

  • วัตถุตกหรือของหนัก

  • ของมีคม

  • พื้นลื่น

  • ความร้อน

  • น้ำมันและสารเคมี

  • ไฟฟ้าหรือไฟฟ้าสถิต

  • การยืนและเดินต่อเนื่อง

หลังจากนั้นจึงกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของรองเท้าสำหรับแต่ละตำแหน่งงาน


เลือกขนาดให้พอดีกับผู้สวมใส่

รองเท้าที่หลวมเกินไปอาจทำให้สะดุด ส่วนรองเท้าที่คับเกินไปอาจทำให้เจ็บเท้า เกิดแผล และทำให้พนักงานไม่ต้องการสวมใส่

ควรเปิดโอกาสให้พนักงานทดลองรองเท้าพร้อมถุงเท้าที่ใช้ทำงานจริง โดยตรวจสอบว่า

  • นิ้วเท้าไม่ชนหัวรองเท้า

  • ส้นเท้าไม่หลุดขณะเดิน

  • หน้าเท้าไม่ถูกบีบรัด

  • สามารถก้ม เดิน และขึ้นลงบันไดได้สะดวก

  • ไม่มีจุดกดทับเมื่อสวมใส่ต่อเนื่อง


ตรวจสอบมาตรฐานและข้อมูลจากผู้ผลิต

ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุคุณสมบัติและมาตรฐานการทดสอบอย่างชัดเจน ไม่ควรตัดสินจากรูปลักษณ์หรือคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • ระดับการป้องกันแรงกระแทก

  • ความสามารถในการป้องกันการเจาะทะลุ

  • คุณสมบัติการยึดเกาะพื้น

  • การทนน้ำมัน ความร้อน หรือน้ำ

  • คุณสมบัติด้านไฟฟ้าสถิต

  • ข้อจำกัดในการใช้งาน


พิจารณาน้ำหนักและระยะเวลาการสวมใส่

รองเท้าที่แข็งแรงแต่มีน้ำหนักมากเกินไปอาจทำให้พนักงานเมื่อยล้า โดยเฉพาะงานที่ต้องเดินตลอดวัน

โรงงานควรพิจารณาสมดุลระหว่างระดับการป้องกัน น้ำหนัก ความยืดหยุ่น และความสบาย เพื่อให้พนักงานสามารถสวมใส่ได้จริงตลอดเวลาทำงาน

รองเท้าที่มีคุณสมบัติสูงแต่พนักงานถอดออกระหว่างทำงาน ย่อมไม่สามารถสร้างความปลอดภัยได้ตามที่คาดหวัง


เปรียบเทียบรองเท้าทั่วไปกับรองเท้าเซฟตี้ในโรงงาน

หัวข้อ รองเท้าทั่วไป รองเท้าเซฟตี้
ป้องกันวัตถุตก ป้องกันได้น้อย มีหัวรองเท้าช่วยรับแรงกระแทก
ป้องกันของมีคม พื้นอาจถูกแทงทะลุได้ง่าย บางรุ่นมีแผ่นกันเจาะทะลุ
การยึดเกาะพื้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบรองเท้า มีรุ่นที่ออกแบบสำหรับพื้นลื่นและน้ำมัน
ป้องกันความร้อน ไม่ได้ออกแบบเฉพาะ มีรุ่นที่ใช้พื้นทนความร้อน
ควบคุมไฟฟ้าสถิต ไม่สามารถระบุได้แน่นอน มีรุ่นที่ออกแบบเฉพาะด้าน
ความเหมาะสมกับโรงงาน อาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยง เลือกคุณสมบัติให้ตรงกับงานได้

การดูแลรองเท้าเซฟตี้ให้พร้อมใช้งาน

รองเท้าเซฟตี้ที่ผ่านการใช้งานหนักอาจสูญเสียประสิทธิภาพโดยที่ผู้สวมใส่ไม่ทันสังเกต โรงงานจึงควรกำหนดการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

จุดที่ควรตรวจ ได้แก่

  • พื้นรองเท้าสึกจนดอกยางตื้น

  • พื้นแตกร้าวหรือแยกออกจากตัวรองเท้า

  • หัวรองเท้าผิดรูปหลังถูกกระแทก

  • ตัวรองเท้าฉีกหรือมีรู

  • แผ่นรองภายในเสียรูป

  • เชือกหรือระบบล็อกชำรุด

  • มีสารเคมีซึมเข้าสู่วัสดุรองเท้า

หากรองเท้าถูกกระแทกอย่างรุนแรง แม้ภายนอกจะดูไม่เสียหาย ก็ควรนำออกจากการใช้งานเพื่อตรวจสอบหรือเปลี่ยนคู่ใหม่


โรงงานควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้เมื่อใด

รองเท้าเซฟตี้ไม่มีอายุการใช้งานที่ตายตัวสำหรับทุกสภาพงาน ระยะเวลาเปลี่ยนขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งาน สภาพพื้น น้ำหนักตัวผู้ใช้ สารเคมี และการดูแลรักษา

ควรเปลี่ยนรองเท้าเมื่อพบว่า

  • ดอกยางสึกจนยึดเกาะพื้นได้น้อยลง

  • พื้นรองเท้าแตกหรือหลุด

  • โครงสร้างรองเท้าผิดรูป

  • หัวรองเท้าได้รับแรงกระแทกรุนแรง

  • มีน้ำหรือสารเคมีซึมเข้า

  • สวมแล้วไม่กระชับหรือรองรับเท้าเหมือนเดิม

การรอให้รองเท้าขาดจนไม่สามารถสวมได้ อาจหมายถึงรองเท้าสูญเสียประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยไปก่อนหน้านั้นแล้ว


ประโยชน์ของรองเท้าเซฟตี้ต่อองค์กร

การเลือกรองเท้าเซฟตี้ที่เหมาะสมไม่ได้ช่วยเฉพาะพนักงาน แต่ยังส่งผลต่อการดำเนินงานของโรงงานโดยรวม

ลดการบาดเจ็บและการหยุดงาน

เมื่อพนักงานได้รับการป้องกันที่เหมาะสม ความรุนแรงของอุบัติเหตุบริเวณเท้าสามารถลดลงได้ ส่งผลให้ลดจำนวนวันหยุดรักษาตัวและการขาดกำลังคนในสายการผลิต

ลดต้นทุนแฝงจากอุบัติเหตุ

อุบัติเหตุหนึ่งครั้งอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากกว่าค่ารักษาพยาบาล เช่น ค่าทดแทน ค่าล่วงเวลา ค่าอบรมพนักงานทดแทน และความล่าช้าในการผลิต

เพิ่มความมั่นใจในการทำงาน

เมื่อพนักงานรู้ว่าอุปกรณ์ที่สวมใส่สามารถป้องกันอันตรายในพื้นที่ได้จริง พนักงานจะทำงานได้อย่างมั่นใจและมีสมาธิมากขึ้น

สนับสนุนวัฒนธรรมความปลอดภัย

การเลือกรองเท้าที่เหมาะสม ดูแลอุปกรณ์ และรับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้งาน แสดงให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงกำหนดเป็นข้อบังคับเท่านั้น


สรุป

รองเท้าเซฟตี้ช่วยลดอุบัติเหตุในโรงงานได้หลายด้าน ตั้งแต่ป้องกันวัตถุตกใส่เท้า ลดการลื่นล้ม ป้องกันของมีคม ไปจนถึงรองรับความเสี่ยงจากความร้อน สารเคมี และไฟฟ้าสถิต

หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการซื้อรองเท้าที่ระบุว่าเป็น “รองเท้าเซฟตี้” แต่ต้องเลือกคุณสมบัติให้ตรงกับอันตรายของแต่ละพื้นที่ เลือกขนาดให้เหมาะกับผู้สวมใส่ และตรวจสอบสภาพรองเท้าอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อใช้ร่วมกับการจัดการพื้นที่ การอบรมพนักงาน และมาตรการควบคุมความเสี่ยงอื่น ๆ รองเท้านิรภัยจะกลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดอุบัติเหตุและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยมากขึ้น


FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้าเซฟตี้ในโรงงาน

1. รองเท้าเซฟตี้ช่วยป้องกันอุบัติเหตุอะไรได้บ้าง

รองเท้าเซฟตี้ช่วยลดความเสี่ยงจากวัตถุตกกระแทก ของมีคมแทงทะลุ พื้นลื่น ความร้อน น้ำมัน สารเคมี และไฟฟ้าสถิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของรองเท้าแต่ละรุ่น

2. พนักงานทุกแผนกควรใช้รองเท้าเซฟตี้แบบเดียวกันหรือไม่

ไม่จำเป็น แต่ละแผนกมีความเสี่ยงแตกต่างกัน โรงงานควรประเมินพื้นที่และลักษณะงานก่อนกำหนดคุณสมบัติรองเท้าที่เหมาะสม เช่น ฝ่ายคลังสินค้าอาจเน้นหัวนิรภัยและพื้นกันลื่น ส่วนฝ่ายอิเล็กทรอนิกส์อาจต้องใช้รองเท้า ESD

3. รองเท้าหัวเหล็กกับหัวคอมโพสิต แบบไหนดีกว่ากัน

ทั้งสองแบบมีข้อดีต่างกัน หัวเหล็กมีความแข็งแรงและได้รับความนิยม ส่วนหัวคอมโพสิตมีน้ำหนักเบาและไม่นำไฟฟ้า ควรเลือกตามความเสี่ยง น้ำหนักรองเท้า และมาตรฐานที่ต้องการ

4. รองเท้าเซฟตี้กันลื่นได้ทุกพื้นหรือไม่

ไม่ได้ รองเท้ากันลื่นช่วยเพิ่มการยึดเกาะ แต่ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับชนิดของพื้น ของเหลวที่ปนเปื้อน สภาพดอกยาง และพฤติกรรมการเดิน โรงงานยังต้องรักษาความสะอาดและจัดการจุดเสี่ยงควบคู่กัน

5. รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนทุกกี่ปี

ไม่มีระยะเวลาที่ใช้ได้กับทุกคน ควรพิจารณาจากสภาพรองเท้าและความหนักของงาน หากพื้นสึก แตก หลุด ตัวรองเท้าผิดรูป หรือเคยถูกกระแทกรุนแรง ควรเปลี่ยนทันที

6. รองเท้าราคาแพงปลอดภัยกว่าราคาถูกเสมอหรือไม่

ไม่เสมอไป ราคาสูงอาจมาจากวัสดุ แบรนด์ ความสบาย หรือการออกแบบ สิ่งสำคัญคือรองเท้าต้องมีคุณสมบัติและมาตรฐานตรงกับความเสี่ยงของงาน

7. รองเท้า ESD ป้องกันไฟฟ้าดูดได้หรือไม่

รองเท้า ESD มีหน้าที่หลักในการควบคุมและระบายประจุไฟฟ้าสถิต ไม่ควรเข้าใจว่าใช้ป้องกันไฟฟ้าดูดได้ทุกกรณี ต้องเลือกรองเท้าตามประเภทความเสี่ยงทางไฟฟ้าอย่างถูกต้อง

8. พนักงานควรทดลองรองเท้าก่อนใช้งานหรือไม่

ควรทดลอง เพราะรูปทรงเท้าของแต่ละคนต่างกัน รองเท้าที่พอดีจะช่วยลดการกดทับ การเสียดสี ความเมื่อยล้า และความเสี่ยงจากการสะดุดระหว่างทำงาน


#รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้านิรภัย #รองเท้าเซฟตี้งานกลางแจ้ง #รองเท้าเซฟตี้กันน้ำ #รองเท้าเซฟตี้กันลื่น #รองเท้าเซฟตี้ทนแดด #รองเท้าเซฟตี้ทนฝน #อุปกรณ์เซฟตี้ #PPE #SafetyShoes #รองเท้าทำงาน #รองเท้า safety

ความคิดเห็น

โปรดทราบว่าความคิดเห็นต้องได้รับอนุญาตก่อนถึงจะเผยแพร่

เพิ่มบันทึกการสั่งซื้อ

    กำลังมองหาสินค้าใช่ไหม?

    Popular Searches:  Jeans  Dress  Top  Summer  SALE  

    LINE