วิธีตรวจพื้นรองเท้าเซฟตี้เสื่อม ดูจุดไหนบ้างก่อนใช้งาน

วิธีตรวจพื้นรองเท้าเซฟตี้เสื่อม ดูจุดไหนบ้างก่อนใช้งาน

วิธีตรวจการเสื่อมของพื้นรองเท้าเซฟตี้จากการใช้งาน เช็กอย่างไรก่อนเสี่ยงอุบัติเหตุ

พื้นรองเท้าเซฟตี้เป็นส่วนที่ต้องสัมผัสพื้นตลอดเวลาที่ทำงาน ไม่ว่าจะเดินบนคอนกรีตในโรงงาน ขนย้ายสินค้าภายในคลัง หรือทำงานในพื้นที่ที่มีความชื้นและคราบน้ำมัน เมื่อใช้งานไปนาน ๆ พื้นรองเท้าอาจเริ่มสึก แข็ง แตก หรือแยกออกจากตัวรองเท้าโดยที่ผู้สวมใส่ไม่ทันสังเกต

ปัญหาคือรองเท้าที่ภายนอกยังดูดี อาจมีพื้นรองเท้าที่ไม่เหมาะกับการใช้งานอีกต่อไป จึงควรตรวจสภาพอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่รอให้รองเท้าขาดก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน

สรุปคำตอบ: วิธีตรวจการเสื่อมของพื้นรองเท้าเซฟตี้ ให้เริ่มจากพลิกรองเท้าดูดอกยาง ตรวจรอยแตกร้าว ความสึกที่ผิดปกติ รอยแยกระหว่างพื้นกับตัวรองเท้า และการเปลี่ยนแปลงของวัสดุ หากพบว่าพื้นแตกทะลุ หลุดล่อน หรือสึกจนไม่สามารถยึดเกาะพื้นได้อย่างเหมาะสม ควรหยุดใช้งานและให้ผู้รับผิดชอบประเมินก่อนนำกลับมาใช้

ทำไมต้องตรวจพื้นรองเท้าเซฟตี้เป็นประจำ?

รองเท้าเซฟตี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงป้องกันสิ่งของตกกระแทกเท้า แต่ยังต้องช่วยให้ผู้สวมใส่เคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคงภายใต้ความเสี่ยงของหน้างาน

พื้นรองเท้าที่เหมาะสมมีส่วนช่วยในการยึดเกาะพื้น รองรับแรงระหว่างเดิน และทำงานร่วมกับโครงสร้างรองเท้าเพื่อปกป้องเท้า บางรุ่นยังมีคุณสมบัติเฉพาะเพิ่มเติม เช่น การทนความร้อนหรือการป้องกันการเจาะทะลุ

อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบจากการใช้งานและสภาพแวดล้อม

หน่วยงาน Health and Safety Executive (HSE) ของสหราชอาณาจักรระบุว่า ความสามารถในการต้านทานการลื่นของรองเท้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อพื้นรองเท้าสึก โดยเฉพาะเมื่อดอกยางลดลง และแนะนำให้สถานประกอบการมีระบบตรวจสอบและเปลี่ยนรองเท้าก่อนที่สภาพจะเป็นอันตราย 

7 สัญญาณว่าพื้นรองเท้าเซฟตี้เริ่มเสื่อมจากการใช้งาน

1. ดอกยางเริ่มสึกจนตื้นหรือเรียบ

ดอกยางคือร่องและลวดลายบนพื้นรองเท้าชั้นนอก (Outsole) ซึ่งมีผลต่อการสัมผัสและการยึดเกาะพื้น โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำหรือสิ่งปนเปื้อน

เมื่อใช้งานเป็นเวลานาน ดอกยางบริเวณส้นเท้าหรือหน้าเท้าอาจสึกมากกว่าส่วนอื่น

ให้ลองเปรียบเทียบความลึกและรูปทรงของดอกยางในแต่ละตำแหน่ง หากพบว่าร่องแทบหายไปหรือพื้นที่สัมผัสเรียบผิดปกติ ควรนำรองเท้าไปประเมินก่อนใช้งานต่อ

ไม่ควรใช้ตัวเลขความลึกของดอกยางจากรองเท้าประเภทอื่นมาตัดสินรองเท้าเซฟตี้ทุกคู่ เพราะแต่ละรุ่นมีรูปแบบพื้นและข้อกำหนดจากผู้ผลิตแตกต่างกัน

2. พื้นรองเท้ามีรอยแตกหรือแตกลาย

รอยแตกอาจเกิดบริเวณหน้าเท้าที่ต้องงอซ้ำ ๆ ส้นรองเท้า หรือขอบพื้นด้านข้าง

รอยขีดข่วนตื้น ๆ กับรอยแตกที่ลึกถึงโครงสร้างรองเท้าไม่ใช่เรื่องเดียวกัน หากพบรอยแตกที่ขยายตัวเมื่อพื้นงอตามธรรมชาติ หรือมีเนื้อวัสดุหลุดออกมา ควรหยุดใช้เพื่อตรวจประเมิน

โดยเฉพาะรองเท้าที่ทำงานในพื้นที่เปียกหรือมีสารปนเปื้อน รอยแตกอาจกลายเป็นช่องทางให้น้ำและสิ่งสกปรกเข้าสู่รองเท้าได้

3. พื้นรองเท้าแข็ง เปราะ หรือสูญเสียความยืดหยุ่น

พื้นรองเท้าเซฟตี้บางรุ่นใช้วัสดุ Polyurethane (PU) หรือยางที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน

เมื่อวัสดุได้รับผลจากอายุการใช้งาน ความร้อน สารเคมี หรือสภาพการจัดเก็บ อาจเกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น แข็งขึ้น เปราะ บวม หรือเนื้อวัสดุเริ่มแตก

สำหรับวัสดุ PU บางสูตร การเสื่อมจากปฏิกิริยากับความชื้นหรือ Hydrolysis เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณา แต่ไม่ใช่พื้น PU ทุกชนิดที่จะเสื่อมในอัตราหรือรูปแบบเดียวกัน

หากพบว่าพื้นแข็งผิดปกติเมื่อเทียบกับสภาพเดิม หรือเริ่มแตกเป็นชิ้น ไม่ควรทดลองฝืนดัดพื้นเพื่อพิสูจน์ความแข็งแรง เพราะอาจทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น

4. พื้นรองเท้าหลุดล่อนหรือแยกออกจากตัวรองเท้า

บริเวณที่พื้นรองเท้าเชื่อมต่อกับส่วนบนของรองเท้าเป็นอีกจุดที่ควรตรวจเป็นพิเศษ

สังเกตว่ามีช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนหรือไม่ โดยเฉพาะหัวรองเท้า ด้านข้าง และส้นรองเท้า

หากพื้นเริ่มอ้าออกหรือหลุดเป็นช่วง ๆ อาจส่งผลต่อความมั่นคงในการเดินและทำให้เกิดการสะดุด

แนวทางตรวจของ OSHA ระบุให้สังเกตรอยแยกระหว่างพื้นรองเท้ากับส่วนบน รวมถึงรูและรอยแตกบนพื้นรองเท้า

ไม่ควรใช้กาวทั่วไปซ่อมแล้วถือว่ารองเท้ากลับมามีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยเหมือนเดิม โดยไม่มีการยืนยันจากผู้ผลิต

5. พื้นสึกไม่เท่ากันจนรองเท้าเอียง

ลองวางรองเท้าบนพื้นเรียบที่มั่นคง แล้วสังเกตลักษณะส้นและพื้นรองเท้าทั้งสองข้าง

หากรองเท้าข้างใดข้างหนึ่งเอียงอย่างชัดเจน ส้นสึกมากผิดปกติ หรือรูปทรงพื้นเปลี่ยนไป อาจเป็นสัญญาณของการสึกสะสมหรือความเสียหายของโครงสร้างรองเท้า

การสึกไม่เท่ากันอาจสัมพันธ์กับลักษณะการเดิน น้ำหนักที่ลงบนเท้า พื้นผิวงาน หรือรูปแบบการใช้งาน จึงไม่ควรสรุปว่าเกิดจากท่าทางการเดินเพียงอย่างเดียว

6. พื้นรองเท้ามีรู รอยบาด หรือวัสดุแหลมฝังอยู่

ในโรงงานผลิตและงานก่อสร้าง อาจมีเศษโลหะ ตะปู สกรู หรือวัสดุมีคมอยู่บนพื้น

เมื่อพลิกรองเท้าตรวจ หากพบว่ามีวัตถุแหลมฝังอยู่ ไม่ควรดึงออกขณะยังสวมรองเท้า เพราะอาจเกิดการบาดเจ็บหรือทำให้ไม่สามารถประเมินความลึกของรอยเจาะได้

ควรถอดรองเท้าออกอย่างปลอดภัยและให้ผู้รับผิดชอบตรวจสภาพ หากสงสัยว่าวัตถุทะลุถึงชั้นป้องกันหรือโครงสร้างสำคัญ ควรนำรองเท้าออกจากการใช้งาน

7. พื้นรองเท้าลื่นผิดปกติ แม้ทำความสะอาดแล้ว

บางครั้งการลื่นไม่ได้เกิดจากรองเท้าเสื่อมเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากน้ำมัน ฝุ่นละเอียด หรือสิ่งสกปรกที่อุดตันร่องดอกยาง

ควรตรวจพื้นรองเท้าและทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิตก่อนประเมินเพิ่มเติม

หากทำความสะอาดแล้ว แต่รองเท้ายังให้ความรู้สึกไม่มั่นคงในสภาพการทำงานเดิม ให้หยุดใช้งานและตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรทดลองเดินบนพื้นเปียกหรือพื้นน้ำมันเพื่อทดสอบด้วยตัวเอง

ข้อสำคัญคือ รองเท้าที่ระบุว่า Oil-Resistant ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันการลื่นบนพื้นน้ำมันได้เสมอไป เพราะความทนต่อน้ำมันของวัสดุและคุณสมบัติต้านการลื่นเป็นคนละเรื่องกัน ตามคำอธิบายของ HSE 

วิธีตรวจพื้นรองเท้าเซฟตี้เสื่อมด้วยตัวเองทีละขั้นตอน

การตรวจเบื้องต้นไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ซับซ้อน แต่ควรทำในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอและไม่มีความเสี่ยงจากเครื่องจักร

ขั้นตอนที่ 1 ถอดรองเท้าและทำความสะอาดพื้น

ก่อนตรวจ ให้ถอดรองเท้าออกจากเท้า ใช้แปรงขนอ่อนหรือผ้าทำความสะอาดคราบฝุ่นและสิ่งสกปรกตามวิธีที่ผู้ผลิตแนะนำ

หากพบสิ่งปนเปื้อนอันตรายหรือสารเคมีที่ไม่ทราบชนิด ไม่ควรสัมผัสหรือขัดล้างเองโดยไม่มีอุปกรณ์และขั้นตอนที่เหมาะสม

ขั้นตอนที่ 2 ตรวจดอกยางบริเวณหน้าเท้าและส้นเท้า

พลิกรองเท้าเพื่อสังเกตร่องดอกยางทั้งหมด เปรียบเทียบพื้นที่สึกระหว่างด้านซ้าย ด้านขวา และระหว่างรองเท้าทั้งสองข้าง

ควรสังเกตว่ามีร่องดอกยางใดหายไปผิดปกติ หรือสึกจนไม่เหลือลักษณะตามการออกแบบเดิม

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจรอยแตกและความเสียหายของเนื้อวัสดุ

ตรวจบริเวณร่องดอกยาง ขอบพื้น และส้นรองเท้า มองหารอยแตก รอยบาด รูทะลุ หรือเศษวัสดุที่หลุดออก

สามารถใช้แสงไฟช่วยส่องให้เห็นรอยเสียหายได้ชัดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้ของมีคมแซะหรือทดสอบเจาะพื้นรองเท้า

ขั้นตอนที่ 4 ตรวจรอยต่อระหว่างพื้นกับตัวรองเท้า

มองรอบรองเท้าทั้งคู่ โดยเฉพาะปลายเท้าและส้นเท้า ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อาจสังเกตรอยแยกได้

หากมีช่องเปิดหรือพื้นหลุดจากตัวรองเท้า ควรนำออกจากการใช้งานและส่งตรวจ ไม่ควรแก้ไขด้วยการติดกาวเองแล้วกลับไปทำงานทันที

ขั้นตอนที่ 5 เปรียบเทียบรูปทรงและประเมินผล

นำรองเท้าวางบนพื้นเรียบ สังเกตความเอียงของส้นและการเสียรูป รวมถึงเปรียบเทียบกับรูปถ่ายสภาพเดิมหรือรองเท้ารุ่นเดียวกันที่ยังสมบูรณ์หากมีข้อมูลอ้างอิง

บันทึกความผิดปกติ และพิจารณาให้เหมาะกับความเสี่ยงของงาน หากไม่มั่นใจในความปลอดภัย ควรหยุดใช้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยหรือผู้ผลิตตรวจประเมิน

หมายเหตุ: ขั้นตอนเหล่านี้เป็นวิธีตรวจด้วยสายตาและการสังเกตเบื้องต้น ไม่ใช่การทดสอบรับรองค่าการต้านทานการลื่นหรือความแข็งแรงตามมาตรฐานห้องปฏิบัติการ

ตารางประเมินพื้นรองเท้าเซฟตี้: แบบไหนใช้งานต่อได้ แบบไหนควรเปลี่ยน?

สภาพพื้นรองเท้า

ระดับความกังวล

แนวทางจัดการ

คราบฝุ่นติดดอกยาง แต่โครงสร้างปกติ

ต่ำ

ทำความสะอาด ตรวจซ้ำ

รอยขีดข่วนตื้น ไม่มีรอยแตก

เฝ้าระวัง

ตรวจตามเกณฑ์ผู้ผลิต

ดอกยางเริ่มสึก แต่ยังไม่ทราบผลต่อการใช้งาน

ต้องประเมิน

เทียบสภาพเดิมและความเสี่ยงงาน

ส้นสึกเอียงชัดเจน

สูง

หยุดใช้เพื่อประเมิน

พื้นแข็งหรือเปราะผิดปกติ

สูง

หยุดใช้ ตรวจสภาพวัสดุ

พื้นแตกทะลุหรือมีวัตถุแหลมเจาะ

อันตราย

หยุดใช้ทันที

พื้นแยกออกจากตัวรองเท้า

อันตราย

หยุดใช้และพิจารณาเปลี่ยน

พื้นลื่นผิดปกติหลังทำความสะอาด

สูง

หยุดใช้และประเมินสาเหตุ

ตารางนี้เป็นเครื่องมือคัดกรองเพื่อช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่เกณฑ์ทดสอบตาม ISO 20345 หรือข้อกำหนดทางกฎหมาย สถานประกอบการควรใช้ร่วมกับคำแนะนำผู้ผลิตและการประเมินความเสี่ยงของงาน

พื้นรองเท้า PU กับพื้นยาง เสื่อมแตกต่างกันอย่างไร?

วัสดุพื้นรองเท้าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลักษณะความเสื่อมแตกต่างกัน ทั้งนี้คุณสมบัติจริงขึ้นอยู่กับสูตรวัสดุ โครงสร้าง และเทคโนโลยีการผลิตของรองเท้าแต่ละรุ่น

หัวข้อเปรียบเทียบ

พื้น PU

พื้นยาง (Rubber)

ลักษณะทั่วไป

ออกแบบให้มีน้ำหนักและความยืดหยุ่นตามสูตรวัสดุ

มีสูตรให้เลือกตามการยึดเกาะและการทนสึก

ความเสื่อมที่อาจพบ

แตก เปราะ ยุ่ย หรือแยกชั้นในบางสภาวะ

สึก แข็ง แตกลาย หรือเสียรูป

ปัจจัยที่ต้องระวัง

ความชื้น อายุการจัดเก็บ ความร้อน และสารเคมี

ความร้อน น้ำมัน สารเคมี และการเสียดสี

วิธีประเมิน

ตรวจความสมบูรณ์ของวัสดุและรอยต่อ

ตรวจดอกยาง รอยแตก และรูปทรง

ข้อควรจำ

PU แต่ละสูตรมีความทนทานต่างกัน

ยางแต่ละสูตรไม่ได้กันลื่นเท่ากัน

ไม่สามารถสรุปได้ว่าพื้นยางหรือ PU ทนกว่ากันทุกสภาพงานโดยดูจากชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียว การเลือกควรพิจารณาพื้นผิวจริง สิ่งปนเปื้อน ความต้องการด้านความปลอดภัย และเอกสารของรุ่นรองเท้านั้น

ปัจจัยที่ทำให้พื้นรองเท้าเซฟตี้เสื่อมเร็วกว่าปกติ

พื้นรองเท้าของพนักงานสองคนอาจสึกไม่เท่ากัน แม้เริ่มใช้งานในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพราะลักษณะงานและสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน

การเดินและการเสียดสีกับพื้นผิว

งานที่ต้องเดินต่อเนื่อง หมุนตัวบ่อย หรือเคลื่อนย้ายสินค้าบนพื้นหยาบ อาจทำให้ดอกยางบางตำแหน่งสึกเร็วกว่าส่วนอื่น

ควรติดตามตำแหน่งที่สึกซ้ำ ๆ เพื่อประเมินว่ารูปแบบพื้นรองเท้าเหมาะกับงานหรือไม่

การสัมผัสน้ำมันและสารเคมี

สารปนเปื้อนบางชนิดอาจทำให้วัสดุพื้นรองเท้าเปลี่ยนสภาพ ขณะที่คราบสะสมอาจลดการยึดเกาะพื้น

ต้องตรวจข้อมูลความทนสารเคมีของรองเท้าแต่ละรุ่น ไม่ควรคิดว่ารองเท้าเซฟตี้ทั่วไปเหมาะกับสารเคมีทุกประเภท

ความร้อนและการจัดเก็บไม่เหมาะสม

ความร้อนสูงหรือการเก็บรองเท้าในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อวัสดุและรอยต่อของรองเท้า

ควรจัดเก็บตามคำแนะนำผู้ผลิต หลีกเลี่ยงการวางใกล้แหล่งความร้อน และไม่ใช้เครื่องเป่าความร้อนสูงเพื่อเร่งให้รองเท้าแห้งหากผู้ผลิตไม่ได้อนุญาต

การใช้งานรองเท้าผิดประเภท

รองเท้าที่เหมาะกับพื้นแห้งในคลังสินค้าอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพื้นเปียกหรือมีน้ำมัน

HSE แนะนำให้เลือกพื้นรองเท้าโดยพิจารณาลักษณะพื้นผิวและสิ่งปนเปื้อนของหน้างานจริง ไม่ใช่พิจารณาเพียงคำโฆษณาว่ากันลื่น 

รองเท้าเซฟตี้พื้นเสื่อม ควรซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่?

คำตอบขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของความเสียหาย รวมถึงข้อกำหนดผู้ผลิต

หากเป็นเพียงคราบสกปรกที่ไม่กระทบโครงสร้าง การทำความสะอาดอย่างเหมาะสมอาจเพียงพอ แต่หากพื้นแตกทะลุ แยกชั้น หรือสูญเสียคุณสมบัติการป้องกันที่จำเป็น ไม่ควรนำกลับไปใช้จนกว่าจะได้รับการประเมินว่าปลอดภัย

Canadian Centre for Occupational Health and Safety (CCOHS) แนะนำให้ตรวจรองเท้านิรภัยเป็นประจำ และซ่อมหรือเปลี่ยนรองเท้าที่ชำรุด โดยให้ความสำคัญกับความเสียหายของพื้นและส่วนป้องกัน 

Checklist ตรวจพื้นรองเท้าเซฟตี้ก่อนเริ่มงาน


องค์กรควรจัดระบบตรวจพื้นรองเท้าเซฟตี้อย่างไร?

สำหรับโรงงานและคลังสินค้าที่มีพนักงานจำนวนมาก การตรวจด้วยตัวเองควรทำควบคู่กับระบบบริหารจัดการ PPE

แนวทางที่นำไปปรับใช้ได้คือให้พนักงานตรวจด้วยสายตาก่อนเริ่มงาน และกำหนดการตรวจเพิ่มเติมโดยหัวหน้างานหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่

อาจจัดทำข้อมูลประกอบ ได้แก่

  • วันที่เริ่มใช้งาน รุ่นรองเท้า และแผนก

  • สภาพดอกยางและจุดที่พบความผิดปกติ

  • ภาพถ่ายประกอบเมื่อมีรอยสึกหรือความเสียหาย

  • วันที่ตรวจ ผู้ตรวจ และผลการตัดสินใจ

  • การเปลี่ยนรองเท้าทดแทนและการนำคู่ชำรุดออกจากการใช้งาน

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นแนวโน้มการสึกหรอของรองเท้าแต่ละรุ่น และนำไปประกอบการเลือกซื้อในรอบถัดไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดว่ารองเท้าทุกคู่ต้องเปลี่ยนในช่วงเวลาเท่ากัน

เลือกรองเท้าเซฟตี้อย่างไรให้เหมาะกับลักษณะพื้นหน้างาน?

เมื่อพบว่าพื้นรองเท้าเสื่อมเร็วเป็นประจำ การซื้อรุ่นเดิมซ้ำอาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป ควรตรวจสอบว่ารองเท้าตรงกับลักษณะงานตั้งแต่แรกหรือไม่

ตัวอย่างเช่น พนักงานคลังสินค้าที่เดินบนพื้นคอนกรีตตลอดวัน อาจต้องพิจารณาทั้งการยึดเกาะ ความทนต่อการสึก และความสบายในการเดิน ขณะที่งานซ่อมบำรุงอาจต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากเศษโลหะหรือวัตถุแหลมเพิ่มเติม

มาตรฐาน ISO 20345:2021 ครอบคลุมข้อกำหนดพื้นฐานและข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับรองเท้านิรภัย รวมถึงความเสี่ยงด้านกลไก การต้านทานการลื่น และความร้อน แต่การเลือกใช้งานยังต้องตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารของรองเท้าแต่ละรุ่นให้ตรงกับความเสี่ยงจริง 

หากกำลังมองหารองเท้าที่เหมาะกับสภาพงาน สามารถศึกษารุ่นและคุณสมบัติต่าง ๆ ได้ที่ Master Safety โดยควรตรวจสอบวัสดุพื้นรองเท้า มาตรฐานที่ระบุ และข้อจำกัดในการใช้งานก่อนตัดสินใจ

สรุป: พื้นรองเท้าเซฟตี้ที่ยังดูดี อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป

การตรวจพื้นรองเท้าเซฟตี้ควรให้ความสำคัญกับดอกยาง รอยแตก ความผิดปกติของวัสดุ รอยแยก และการเสียรูป ไม่ใช่ดูเพียงว่ารองเท้ายังสวมใส่ได้หรือไม่

การตรวจด้วยสายตาอย่างสม่ำเสมอช่วยให้พบสัญญาณความเสียหายก่อนเกิดปัญหารุนแรง และหากตรวจพบความผิดปกติที่อาจกระทบต่อการป้องกันอันตราย ควรหยุดใช้งานเพื่อประเมินหรือเปลี่ยนใหม่

รองเท้าเซฟตี้ที่เหมาะสมต้องไม่เพียงใส่ได้ แต่ต้องยังมีสภาพพร้อมป้องกันความเสี่ยงของงานนั้นด้วย

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

1. พื้นรองเท้าเซฟตี้เสื่อม ดูจากอะไรได้บ้าง?

สังเกตดอกยางที่สึกจนเรียบ รอยแตก ความแข็งหรือเปราะผิดปกติ พื้นหลุดล่อน และการเสียรูปของส้น หากพบความผิดปกติที่กระทบต่อความปลอดภัย ควรหยุดใช้งานเพื่อตรวจประเมิน

2. พื้นรองเท้าเซฟตี้สึกเล็กน้อย ยังใช้งานต่อได้ไหม?

อาจใช้งานต่อได้หากยังอยู่ภายในเกณฑ์ที่ผู้ผลิตกำหนดและเหมาะกับความเสี่ยงของงาน แต่หากดอกยางสึกจนการยึดเกาะลดลงหรือไม่สามารถประเมินได้อย่างมั่นใจ ควรหยุดใช้ก่อน

3. พื้นรองเท้า PU เสื่อมสภาพได้หรือไม่?

ได้ พื้น PU บางสูตรอาจเสื่อมจากความชื้น ความร้อน อายุของวัสดุ หรือการสัมผัสสารเคมี โดยอาจเกิดการแตก เปราะ หรือแยกชั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสูตรวัสดุและสภาพการใช้งาน

4. พื้นรองเท้าเซฟตี้แตก สามารถใช้กาวซ่อมได้ไหม?

ไม่ควรติดกาวเองแล้วนำกลับไปใช้งานในพื้นที่เสี่ยง หากรอยแตกหรือการแยกชั้นกระทบโครงสร้าง ควรปรึกษาผู้ผลิตเพื่อประเมินว่าซ่อมได้โดยไม่สูญเสียคุณสมบัติการป้องกันหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่

5. ควรตรวจพื้นรองเท้าเซฟตี้บ่อยแค่ไหน?

ควรตรวจด้วยสายตาก่อนเริ่มงานทุกวัน และให้สถานประกอบการกำหนดรอบตรวจเพิ่มเติมตามความเสี่ยงของงาน หากเกิดแรงกระแทก การเจาะทะลุ หรือพบความเสียหาย ควรตรวจทันทีโดยไม่ต้องรอรอบปกติ

6. รองเท้ายังไม่ขาด แต่พื้นลื่นกว่าเดิม ควรเปลี่ยนไหม?

ควรหยุดใช้งานเพื่อหาสาเหตุก่อน เพราะอาจเกิดจากคราบสกปรก พื้นรองเท้าสึก หรือพื้นผิวหน้างานเปลี่ยนไป หากพบว่าพื้นรองเท้าเสื่อมหรือไม่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง ควรเปลี่ยนใหม่

7. พื้นรองเท้าเซฟตี้มีอายุการใช้งานกี่ปี?

ไม่มีอายุการใช้งานเดียวที่ใช้ได้กับรองเท้าเซฟตี้ทุกคู่ เนื่องจากขึ้นอยู่กับวัสดุ รุ่น ความถี่ในการใช้งาน สภาพแวดล้อม และข้อกำหนดจากผู้ผลิต การตรวจสภาพจริงจึงสำคัญกว่าการใช้ระยะเวลาเพียงอย่างเดียว


#รองเท้าเซฟตี้ #พื้นรองเท้าเซฟตี้ #ตรวจรองเท้าเซฟตี้ #รองเท้าเซฟตี้เสื่อม #ความปลอดภัยในการทำงาน #อุปกรณ์เซฟตี้ #SafetyShoes

ความคิดเห็น

โปรดทราบว่าความคิดเห็นต้องได้รับอนุญาตก่อนถึงจะเผยแพร่

เพิ่มบันทึกการสั่งซื้อ

    กำลังมองหาสินค้าใช่ไหม?

    Popular Searches:  Jeans  Dress  Top  Summer  SALE  

    LINE