วางแผนงบประมาณรองเท้าเซฟตี้รายปีสำหรับโรงงานอย่างไร

วางแผนงบประมาณรองเท้าเซฟตี้รายปีสำหรับโรงงานอย่างไร ให้คุมค่าใช้จ่ายได้โดยไม่ลดความปลอดภัย

การวางแผนงบประมาณ รองเท้าเซฟตี้รายปีสำหรับโรงงาน ไม่ควรเริ่มจากการนำจำนวนพนักงานไปคูณกับราคาต่อคู่เพียงอย่างเดียว เพราะรองเท้าที่เหมาะกับพนักงานฝ่ายผลิต อาจไม่เหมาะกับฝ่ายคลังสินค้า งานซ่อมบำรุง งานไฟฟ้า หรือพื้นที่ที่มีน้ำมันและสารเคมี
โรงงานจึงต้องพิจารณาทั้งลักษณะความเสี่ยง จำนวนผู้ใช้งาน อายุการใช้งานจริง อัตราการเปลี่ยนพนักงาน และรองเท้าสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้งบประมาณมีความแม่นยำและไม่เกิดปัญหารองเท้าขาดสต็อกระหว่างปี
ทำไมโรงงานต้องวางงบรองเท้าเซฟตี้ล่วงหน้า
รองเท้าเซฟตี้เป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล หรือ PPE ที่ช่วยลดความรุนแรงจากอันตราย เช่น สิ่งของตกกระแทก ของมีคมทิ่มทะลุ พื้นลื่น ความร้อน ไฟฟ้าสถิต หรือสารเคมีบางประเภท
พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 22 กำหนดให้นายจ้างจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน รวมถึงให้ลูกจ้างดูแลอุปกรณ์ให้สามารถใช้งานได้ตลอดระยะเวลาทำงาน
ดังนั้น การจัดซื้อรองเท้าเซฟตี้จึงไม่ใช่เพียงสวัสดิการเพิ่มเติม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ หากไม่มีแผนงบประมาณที่ชัดเจน โรงงานอาจพบปัญหา เช่น
-
งบประมาณหมดก่อนสิ้นปี
-
ไม่มีรองเท้าไซซ์ที่พนักงานต้องการ
-
ใช้รองเท้ารุ่นเดียวกับทุกแผนก แม้มีความเสี่ยงต่างกัน
-
พนักงานยังใช้รองเท้าที่ชำรุดเพราะไม่มีคู่ทดแทน
-
ซื้อรองเท้าราคาถูกแต่ต้องเปลี่ยนบ่อย
-
มีสต็อกค้างจากการซื้อไซซ์หรือรุ่นที่ไม่เหมาะสม
ขั้นตอนที่ 1 สำรวจจำนวนผู้ใช้งานจริง
เริ่มต้นจากการรวบรวมรายชื่อพนักงานที่ต้องใช้รองเท้าเซฟตี้ โดยไม่ควรนับเฉพาะพนักงานประจำฝ่ายผลิตเท่านั้น แต่ควรพิจารณาบุคคลที่ต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงทั้งหมด
กลุ่มที่ควรนำมาคำนวณ
| กลุ่มผู้ใช้งาน | สิ่งที่ต้องพิจารณา |
|---|---|
| พนักงานฝ่ายผลิต | จำนวนพนักงานแต่ละกะและลักษณะงาน |
| พนักงานคลังสินค้า | การยกของ รถยก พาเลต และพื้นคลังสินค้า |
| ทีมซ่อมบำรุง | งานเครื่องจักร ไฟฟ้า น้ำมัน และของมีคม |
| วิศวกรและหัวหน้างาน | ความถี่ในการเข้าพื้นที่ผลิต |
| พนักงานใหม่ | จำนวนที่คาดว่าจะรับเพิ่มระหว่างปี |
| ผู้รับเหมา | เงื่อนไขว่าบริษัทหรือผู้รับเหมาเป็นผู้จัดหา |
| ผู้เยี่ยมชม | จำนวนรองเท้าหรืออุปกรณ์ครอบรองเท้าสำรอง |
ควรตรวจสอบจำนวนพนักงานจากข้อมูลจริงย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งปี เพื่อดูอัตราการเข้าใหม่ ลาออก และโยกย้ายตำแหน่ง ไม่ควรใช้จำนวนพนักงาน ณ วันจัดทำงบเพียงวันเดียว
ขั้นตอนที่ 2 แบ่งพนักงานตามลักษณะความเสี่ยง
หลักการเลือก PPE ที่เหมาะสมควรเริ่มจากการประเมินอันตรายของพื้นที่และขั้นตอนการทำงานก่อน แล้วจึงกำหนดประเภทอุปกรณ์ที่ต้องใช้ ไม่ควรเลือกรองเท้าจากตำแหน่งงานหรือราคาเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างการแบ่งกลุ่มสำหรับวางแผนงบประมาณมีดังนี้
| กลุ่มงาน | ความเสี่ยงหลัก | คุณสมบัติรองเท้าที่ควรพิจารณา |
|---|---|---|
| งานผลิตทั่วไป | สิ่งของตกกระแทก พื้นลื่น | หัวรองเท้านิรภัยและพื้นกันลื่น |
| คลังสินค้า | พาเลต รถเข็น รถยก | ป้องกันแรงกระแทกและพื้นยึดเกาะดี |
| งานโลหะ | เศษโลหะ ของมีคม ความร้อน | แผ่นป้องกันการทิ่มทะลุและวัสดุทนงานหนัก |
| งานซ่อมบำรุง | น้ำมัน เครื่องจักร พื้นต่างระดับ | พื้นทนน้ำมัน กันลื่น และรองรับการเดิน |
| งานไฟฟ้า | ไฟฟ้าสถิตหรือความเสี่ยงทางไฟฟ้า | เลือกคุณสมบัติให้ตรงกับการประเมินความเสี่ยง |
| งานอาหาร | พื้นเปียก ความชื้น การทำความสะอาด | กันลื่น ทำความสะอาดง่าย และเหมาะกับสุขลักษณะ |
| งานสารเคมี | การกระเด็นหรือสัมผัสสารเคมี | วัสดุรองเท้าต้องทนสารที่ใช้งานจริง |
| งานกลางแจ้ง | น้ำ ฝุ่น พื้นขรุขระ | กันน้ำ ยึดเกาะพื้น และหุ้มข้อเหมาะสม |
มาตรฐาน ISO 20345:2021 ครอบคลุมข้อกำหนดพื้นฐานและคุณสมบัติเพิ่มเติมของรองเท้านิรภัย เช่น ความเสี่ยงเชิงกล การกันลื่น ความร้อน และพฤติกรรมด้านการยศาสตร์ ส่วนความเสี่ยงเฉพาะทางบางประเภทต้องพิจารณามาตรฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ปัจจุบันมาตรฐานฉบับดังกล่าวมี Amendment 1:2024 ที่เผยแพร่แล้ว
ขั้นตอนที่ 3 กำหนดจำนวนคู่ต่อคนต่อปี
โรงงานไม่จำเป็นต้องกำหนดให้พนักงานทุกคนได้รับรองเท้าจำนวนเท่ากัน เพราะความถี่ในการใช้งานและสภาพแวดล้อมแต่ละแผนกแตกต่างกัน
ตัวเลขต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างสำหรับเริ่มจัดทำงบ ต้องปรับตามข้อมูลการใช้งานจริงของโรงงาน
| ระดับการใช้งาน | ตัวอย่างลักษณะงาน | แนวทางตั้งงบ |
|---|---|---|
| ใช้งานไม่ต่อเนื่อง | หัวหน้างานหรือวิศวกรที่เข้าพื้นที่เป็นครั้งคราว | ประมาณ 1 คู่ต่อปี หรือตรวจตามสภาพ |
| ใช้งานปกติ | งานผลิตและคลังสินค้าทั่วไป | ประมาณ 1–2 คู่ต่อปี |
| ใช้งานหนัก | เดินมาก พื้นหยาบ น้ำมัน หรือความชื้นสูง | ประมาณ 2 คู่ต่อปี |
| ใช้งานสภาวะรุนแรง | สารเคมี ความร้อน งานภายนอก หรืองานที่รองเท้าสึกเร็ว | ตั้งงบตามประวัติการเปลี่ยนจริง |
ไม่ควรใช้ระยะเวลาเพียงอย่างเดียวเป็นเกณฑ์เปลี่ยนรองเท้า หากพบว่าหัวรองเท้าเสียรูป พื้นแตกร่อน ดอกยางหมด แผ่นรองทะลุ ตัวรองเท้าฉีก หรือคุณสมบัติการป้องกันลดลง ควรเปลี่ยนก่อนรอบที่กำหนด
สูตรคำนวณงบประมาณรองเท้าเซฟตี้รายปี
สามารถคำนวณงบพื้นฐานได้จากสูตรต่อไปนี้
สูตรหลัก
งบพื้นฐาน = จำนวนพนักงาน × จำนวนคู่ต่อคนต่อปี × ราคากลางต่อคู่
จากนั้นเพิ่มค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างปี
งบรวมรายปี = งบพื้นฐาน + งบพนักงานใหม่ + งบเปลี่ยนฉุกเฉิน + งบทดลองสินค้าและเปลี่ยนไซซ์
ตัวอย่างคำนวณงบรองเท้าเซฟตี้สำหรับโรงงาน 150 คน
สมมติว่าโรงงานมีพนักงานที่ต้องใช้รองเท้าเซฟตี้จำนวน 150 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
| กลุ่มงาน | จำนวนคน | จำนวนคู่ต่อคนต่อปี | ราคาเฉลี่ยต่อคู่ | งบประมาณ |
|---|---|---|---|---|
| งานผลิตทั่วไป | 90 คน | 1 คู่ | 1,200 บาท | 108,000 บาท |
| คลังสินค้าและซ่อมบำรุง | 40 คน | 2 คู่ | 1,500 บาท | 120,000 บาท |
| งานเฉพาะทาง | 20 คน | 2 คู่ | 2,200 บาท | 88,000 บาท |
| รวมงบพื้นฐาน | 150 คน | 316,000 บาท |
จากนั้นเพิ่มงบสำรองตามนโยบายภายใน เช่น
| รายการสำรอง | วิธีประมาณการ | งบตัวอย่าง |
|---|---|---|
| พนักงานใหม่ | คาดว่าจะรับเพิ่ม 10 คน | 15,000 บาท |
| เปลี่ยนฉุกเฉิน | ประมาณ 7% ของงบพื้นฐาน | 22,120 บาท |
| เปลี่ยนไซซ์และสินค้าทดลอง | ประมาณ 3% ของงบพื้นฐาน | 9,480 บาท |
| งบประมาณรวมทั้งปี | 362,600 บาท |
ตัวเลขเปอร์เซ็นต์สำรองไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัว โรงงานควรปรับจากประวัติการเบิกจริง อัตราการลาออก และความเสียหายของรองเท้าในปีที่ผ่านมา
อย่าดูเฉพาะราคาต่อคู่ ควรดูต้นทุนต่อการใช้งาน
รองเท้าราคา 900 บาทอาจดูประหยัดกว่ารองเท้าราคา 1,500 บาท แต่หากรุ่นราคาถูกใช้งานได้เพียง 6 เดือน ขณะที่อีกรุ่นใช้งานได้ 12 เดือน ต้นทุนต่อปีอาจไม่แตกต่างกัน หรือรุ่นที่ราคาสูงกว่าอาจคุ้มกว่าด้วยซ้ำ
ตัวอย่างเปรียบเทียบต้นทุน
| รายการ | รองเท้ารุ่น A | รองเท้ารุ่น B |
|---|---|---|
| ราคาต่อคู่ | 900 บาท | 1,500 บาท |
| อายุใช้งานเฉลี่ย | 6 เดือน | 12 เดือน |
| จำนวนที่ใช้ต่อปี | 2 คู่ | 1 คู่ |
| ต้นทุนต่อคนต่อปี | 1,800 บาท | 1,500 บาท |
| ปัญหาการเปลี่ยนระหว่างปี | สูงกว่า | ต่ำกว่า |
ต้นทุนที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกัน ได้แก่
-
ราคาซื้อรองเท้าต่อคู่
-
อายุการใช้งานจริง
-
จำนวนครั้งที่ต้องเปลี่ยน
-
ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อและจัดส่ง
-
เวลาที่ใช้ในการเบิกจ่ายและเปลี่ยนสินค้า
-
สินค้าค้างสต็อกจากไซซ์ที่ใช้ไม่หมด
-
การหยุดงานเพื่อเปลี่ยนหรือแก้ไขรองเท้า
-
ความพึงพอใจและการยอมรับของพนักงาน
วางแผนไซซ์รองเท้าอย่างไรไม่ให้สต็อกค้าง
ปัญหาที่พบได้บ่อยคือโรงงานมีรองเท้าบางไซซ์เหลือจำนวนมาก แต่ไซซ์ที่ใช้งานบ่อยกลับหมดเร็ว วิธีลดปัญหาคือจัดเก็บข้อมูลการเบิกตามไซซ์และรุ่นอย่างต่อเนื่อง
แนวทางจัดสต็อก
-
เก็บข้อมูลไซซ์รองเท้าของพนักงานแต่ละคน
-
วิเคราะห์จำนวนการเบิกย้อนหลังแยกตามไซซ์
-
สำรองไซซ์ที่มีการใช้งานสูงมากกว่าไซซ์ทั่วไป
-
จำกัดจำนวนรองเท้าสำรองของไซซ์ที่มีผู้ใช้น้อย
-
เลือกผู้ขายที่สามารถเปลี่ยนไซซ์หรือส่งเพิ่มเติมได้รวดเร็ว
-
ทดลองสวมก่อนสั่งซื้อจำนวนมาก
-
ไม่ซื้อสต็อกทั้งปีพร้อมกัน หากพื้นที่จัดเก็บและข้อมูลยังไม่พร้อม
โรงงานที่มีพนักงานเข้าใหม่บ่อยอาจใช้วิธีทำสัญญาราคากลางรายปี แล้วทยอยสั่งตามจำนวนจริงแทนการซื้อรองเท้าทั้งหมดเก็บไว้ตั้งแต่ต้นปี
ควรแบ่งงบประมาณเป็นรายปีหรือรายไตรมาส
แม้จะอนุมัติงบเป็นรายปี แต่การจัดซื้ออาจแบ่งเป็นรายไตรมาสหรือรายครึ่งปี เพื่อช่วยลดสต็อกและทำให้ปรับรุ่นหรือไซซ์ได้ง่ายขึ้น
| รูปแบบการซื้อ | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| ซื้อครั้งเดียวทั้งปี | ต่อรองราคาได้ง่ายและลดจำนวนครั้งจัดซื้อ | ใช้พื้นที่เก็บมากและเสี่ยงสต็อกค้าง |
| ซื้อทุก 6 เดือน | บริหารสต็อกง่ายขึ้นและยังต่อรองปริมาณได้ | ต้องคาดการณ์จำนวนให้เหมาะสม |
| ซื้อรายไตรมาส | ปรับตามจำนวนพนักงานจริงได้ดี | ต้องควบคุมราคาและระยะเวลาส่ง |
| ทำสัญญาราคากลางรายปี | คุมราคาได้และทยอยรับสินค้าได้ | ต้องกำหนดเงื่อนไขส่งและเปลี่ยนสินค้าให้ชัดเจน |
สำหรับโรงงานที่มีจำนวนพนักงานค่อนข้างคงที่ การซื้อปีละ 1–2 ครั้งอาจบริหารง่ายกว่า ส่วนโรงงานที่มีพนักงานหมุนเวียนสูง ควรทยอยสั่งหรือทำข้อตกลงกับผู้ขายให้สามารถเรียกส่งสินค้าได้ตามจริง
วิธีควบคุมงบโดยไม่ลดคุณภาพรองเท้าเซฟตี้
1. ลดจำนวนรุ่น แต่ไม่ลดคุณสมบัติที่จำเป็น
โรงงานไม่จำเป็นต้องมีรองเท้าหลายสิบรุ่น ควรจัดกลุ่มความเสี่ยงและเลือกประมาณ 2–4 รุ่นหลัก เช่น รุ่นงานทั่วไป รุ่นงานหนัก รุ่นพื้นที่เปียก และรุ่นงานเฉพาะทาง
2. ต่อรองจากยอดรวมทั้งปี
แม้จะทยอยรับสินค้า โรงงานสามารถแจ้งจำนวนประมาณการทั้งปีเพื่อขอราคาสัญญา ส่วนลดตามปริมาณ หรือบริการเปลี่ยนไซซ์จากผู้ขายได้
3. ทดลองใช้ก่อนสั่งจำนวนมาก
เลือกรองเท้า 2–3 รุ่นให้พนักงานกลุ่มเล็กทดลองใช้งานจริง แล้วเก็บข้อมูลเรื่องความสบาย การกันลื่น น้ำหนัก ความทนทาน และปัญหาที่พบก่อนตัดสินใจ
4. ตรวจรองเท้าเป็นรอบ
การตรวจสภาพรองเท้าทุกเดือนหรือทุกไตรมาสช่วยให้ฝ่ายความปลอดภัยเห็นแนวโน้มการสึกหรอ และสามารถเตรียมงบทดแทนได้ก่อนรองเท้าหมดสภาพ
5. บันทึกเหตุผลทุกครั้งที่เปลี่ยน
ควรระบุว่าเปลี่ยนเพราะหมดอายุใช้งาน พื้นสึก ตัวรองเท้าฉีก อุบัติเหตุ เปลี่ยนตำแหน่ง หรือไซซ์ไม่เหมาะสม ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้งบประมาณปีถัดไปแม่นยำขึ้น
ตัวชี้วัดที่ควรติดตามระหว่างปี
การวางงบประมาณที่ดีควรมีการติดตามผล ไม่ใช่อนุมัติงบแล้วรอตรวจสอบตอนสิ้นปี
| ตัวชี้วัด | วิธีคำนวณหรือสิ่งที่ต้องติดตาม |
|---|---|
| ต้นทุนรองเท้าต่อพนักงาน | ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ÷ จำนวนผู้ใช้งาน |
| จำนวนคู่ต่อคนต่อปี | จำนวนรองเท้าที่เบิก ÷ จำนวนผู้ใช้งาน |
| อายุใช้งานเฉลี่ย | ระยะเวลาตั้งแต่เบิกจนถึงเปลี่ยน |
| อัตราเปลี่ยนก่อนกำหนด | จำนวนคู่ที่เปลี่ยนก่อนรอบ ÷ จำนวนคู่ทั้งหมด |
| อัตราเปลี่ยนไซซ์ | จำนวนคู่ที่คืนหรือเปลี่ยนไซซ์ |
| สต็อกคงเหลือ | แยกตามรุ่นและไซซ์ |
| ความพึงพอใจของผู้ใช้ | ประเมินความสบาย น้ำหนัก และความเหมาะสม |
| สาเหตุการชำรุด | พื้นสึก ตัวรองเท้าฉีก กาวเสื่อม หรือใช้งานผิดประเภท |
หากรองเท้ารุ่นหนึ่งมีราคาถูกแต่มีอัตราเปลี่ยนก่อนกำหนดสูง โรงงานควรพิจารณาเปลี่ยนรุ่น ไม่ควรเพิ่มงบซื้อรุ่นเดิมโดยไม่ตรวจสอบสาเหตุ
เช็กลิสต์ก่อนอนุมัติงบรองเท้าเซฟตี้
-
มีรายชื่อพนักงานที่ต้องใช้รองเท้าครบทุกแผนกแล้วหรือไม่
-
แบ่งประเภทงานตามความเสี่ยงแล้วหรือยัง
-
คุณสมบัติของรองเท้าตรงกับอันตรายในพื้นที่หรือไม่
-
มีเอกสารหรือหลักฐานรับรองมาตรฐานจากผู้ขายหรือไม่
-
ใช้ข้อมูลอายุการใช้งานจริงของปีที่ผ่านมาหรือไม่
-
รวมจำนวนพนักงานใหม่และพนักงานทดแทนแล้วหรือยัง
-
มีงบรองเท้าสำรองสำหรับชำรุดฉุกเฉินหรือไม่
-
มีข้อมูลไซซ์รองเท้าของพนักงานหรือไม่
-
ผู้ขายสามารถเปลี่ยนไซซ์และส่งสินค้าเพิ่มเติมได้หรือไม่
-
มีแผนตรวจสอบสภาพรองเท้าระหว่างปีหรือไม่
-
มีระบบบันทึกการเบิกและเหตุผลในการเปลี่ยนหรือไม่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการตั้งงบรองเท้าเซฟตี้
ใช้รองเท้ารุ่นเดียวทั้งโรงงาน
ช่วยให้จัดซื้อง่าย แต่รองเท้าอาจไม่เหมาะกับความเสี่ยงของบางแผนก โดยเฉพาะงานไฟฟ้า งานสารเคมี หรือพื้นที่เปียกและมีน้ำมัน
กำหนดเปลี่ยนปีละหนึ่งคู่เหมือนกันทุกคน
บางตำแหน่งอาจใช้งานได้เกินหนึ่งปี ขณะที่บางตำแหน่งอาจต้องเปลี่ยนภายในไม่กี่เดือน การใช้เกณฑ์เดียวกันอาจทำให้งบสูงเกินไปหรือรองเท้าไม่เพียงพอ
เลือกจากราคาต่ำสุด
ราคาต่ำอาจช่วยลดงบในใบสั่งซื้อ แต่ต้องดูอายุใช้งาน ความสบาย การยอมรับของพนักงาน และต้นทุนการเปลี่ยนระหว่างปีด้วย
ไม่มีงบสำหรับพนักงานใหม่
เมื่อรับพนักงานเพิ่ม ฝ่ายจัดซื้ออาจต้องสั่งรองเท้าแบบเร่งด่วนในราคาสูงกว่าเดิม หรือไม่มีไซซ์พร้อมใช้งานในวันเริ่มงาน
ไม่บันทึกประวัติการเบิก
เมื่อไม่มีข้อมูล โรงงานจะไม่ทราบว่ารองเท้ารุ่นใดทน รุ่นใดชำรุดเร็ว หรือแผนกใดใช้งบมากผิดปกติ
สรุปการวางแผนงบรองเท้าเซฟตี้รายปี

การวางแผนงบประมาณ รองเท้าเซฟตี้สำหรับโรงงาน ที่มีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงและจำนวนผู้ใช้งานจริง แล้วแบ่งรองเท้าตามลักษณะงาน กำหนดจำนวนคู่ต่อคนจากประวัติการใช้งาน และเตรียมงบสำรองสำหรับพนักงานใหม่หรือรองเท้าที่ชำรุดก่อนกำหนด
โรงงานไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาต่อคู่ แต่ควรดูต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ความเหมาะสมกับพื้นที่ทำงาน มาตรฐานความปลอดภัย และความสบายของผู้สวมใส่ เมื่อมีข้อมูลการเบิกและการชำรุดที่ชัดเจน การตั้งงบในปีถัดไปจะง่ายขึ้น แม่นยำขึ้น และช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องลดระดับความปลอดภัยของพนักงาน
FAQ คำถามที่พบบ่อย
1. โรงงานควรจัดรองเท้าเซฟตี้ให้พนักงานปีละกี่คู่
ไม่มีจำนวนเดียวที่เหมาะกับทุกโรงงาน ควรกำหนดจากลักษณะงาน ความถี่ในการใช้งาน สภาพพื้น และอายุการใช้งานจริง งานทั่วไปอาจตั้งงบประมาณ 1–2 คู่ต่อคนต่อปี ส่วนงานหนักควรพิจารณาตามสภาพรองเท้าและประวัติการเปลี่ยนจริง
2. ควรสำรองงบรองเท้าเซฟตี้กี่เปอร์เซ็นต์
โรงงานสามารถเริ่มจากการสำรองประมาณ 5–10% ของงบพื้นฐานสำหรับรองเท้าชำรุด พนักงานใหม่ หรือการเปลี่ยนไซซ์ แล้วปรับเปอร์เซ็นต์ตามข้อมูลการเบิกจริงของแต่ละปี
3. รองเท้ายังไม่ครบหนึ่งปีแต่พื้นสึก ควรเปลี่ยนหรือไม่
ควรเปลี่ยนเมื่อรองเท้าสูญเสียคุณสมบัติด้านความปลอดภัย แม้ยังไม่ถึงรอบที่กำหนด โดยเฉพาะกรณีพื้นลื่น ตัวรองเท้าฉีก หัวรองเท้าเสียรูป หรือมีส่วนประกอบหลุดร่อน
4. ใช้รองเท้าเซฟตี้รุ่นเดียวกันทุกแผนกได้หรือไม่
ใช้ได้เฉพาะเมื่อผลการประเมินความเสี่ยงระบุว่าคุณสมบัติของรองเท้ารุ่นนั้นครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่ในทางปฏิบัติ งานผลิต คลังสินค้า งานไฟฟ้า และงานสารเคมีมักมีความเสี่ยงต่างกัน จึงควรแบ่งอย่างน้อยตามกลุ่มงาน
5. ซื้อรองเท้าทั้งปีครั้งเดียวหรือทยอยซื้อดีกว่า
ขึ้นอยู่กับจำนวนพนักงานและพื้นที่จัดเก็บ หากจำนวนพนักงานคงที่ การซื้อครั้งใหญ่ช่วยต่อรองราคาได้ แต่ถ้ามีพนักงานเข้าออกบ่อย การทำสัญญาราคากลางและทยอยรับสินค้าจะช่วยลดสต็อกค้างได้มากกว่า
6. ควรเลือกผู้ขายรองเท้าเซฟตี้จากอะไร
ควรพิจารณามาตรฐานสินค้า ความเหมาะสมกับงาน ความพร้อมของไซซ์ ระยะเวลาจัดส่ง เงื่อนไขเปลี่ยนสินค้า การรับประกัน และความสามารถในการส่งสินค้าเพิ่มเติมระหว่างปี ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะราคาต่อคู่
7. พนักงานไม่ยอมใส่รองเท้าเซฟตี้ควรทำอย่างไร
ควรตรวจสอบก่อนว่ารองเท้ามีปัญหาเรื่องไซซ์ น้ำหนัก ความร้อน หรือความไม่สบายหรือไม่ พร้อมอบรมให้เข้าใจความเสี่ยงและวิธีใช้งาน ตามมาตรา 22 หากลูกจ้างไม่สวม PPE ที่กำหนด นายจ้างต้องให้หยุดงานนั้นจนกว่าจะสวมอุปกรณ์อย่างถูกต้อง
#รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้านิรภัย #รองเท้าเซฟตี้งานกลางแจ้ง #รองเท้าเซฟตี้กันน้ำ #รองเท้าเซฟตี้กันลื่น #รองเท้าเซฟตี้ทนแดด #รองเท้าเซฟตี้ทนฝน #อุปกรณ์เซฟตี้ #PPE #SafetyShoes #รองเท้าทำงาน #รองเท้า safety
- ปรึกษาฟรีทาง Line : @516hquje
- สนใจสินค้ารองเท้าเซฟตี้ >> ดูรายละเอียด <<
- Facebook : Master Safety ตัวแทนนำเข้า Safety Jogger รายใหญ่ที่สุดในไทย
- บทความก่อนหน้าเกี่ยวกับ : รองเท้าเซฟตี้
-
โพสต์ใน
รองเท้านิรภัย, รองเท้าหัวเหล็ก, รองเท้าเซฟตี้





