รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานกลางแจ้งในฤดูฝน เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย

รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานกลางแจ้งในฤดูฝน เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย

รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานกลางแจ้งในฤดูฝน ควรเลือกอย่างไรให้เหมาะกับงานและปลอดภัย

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน การทำงานกลางแจ้งมักมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทั้งพื้นคอนกรีตเปียก โคลนสะสม น้ำขัง และเศษวัสดุที่มองเห็นได้ยาก การเลือกรองเท้าเซฟตี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของหัวเหล็กหรือความทนทาน แต่ต้องพิจารณาว่ารองเท้าสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด

สรุป

รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานกลางแจ้งในฤดูฝนควรเลือกจากความสามารถในการยึดเกาะพื้น การป้องกันน้ำ การป้องกันแรงกระแทก และความเหมาะสมกับสภาพหน้างาน หากทำงานบนพื้นเปียกควรตรวจสอบคุณสมบัติกันลื่น หากต้องเจอฝนต่อเนื่องให้พิจารณามาตรฐาน WR ส่วนงานที่มีเศษโลหะหรือตะปูควรเพิ่มคุณสมบัติป้องกันการเจาะทะลุ และเลือกรองเท้าที่สวมใส่ได้กระชับ

ทำไมรองเท้าเซฟตี้สำหรับงานกลางแจ้งในฤดูฝนจึงต้องเลือกเป็นพิเศษ?

ในวันทำงานปกติ พื้นบริเวณไซต์ก่อสร้างหรือลานจัดเก็บสินค้าอาจแห้งและเดินสะดวก แต่เมื่อฝนตก พื้นผิวเดิมอาจกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภายในเวลาไม่นาน

ตัวอย่างเช่น ลานคอนกรีตที่เปียกน้ำอาจมีแรงยึดเกาะแตกต่างจากพื้นดินที่กลายเป็นโคลน ขณะที่แผ่นเหล็กหรือทางลาดก็มีปัจจัยด้านการลื่นที่ต่างออกไป

ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องพิจารณา ได้แก่

  • การลื่นล้มบนพื้นเปียก ทางลาด และพื้นผิวเรียบ

  • การเหยียบตะปู เศษโลหะ หรือวัสดุแหลมคมที่จมอยู่ในน้ำ

  • รองเท้าชื้นจากฝนหรือน้ำที่ซึมเข้าสู่ตัวรองเท้า

  • การเดินบนพื้นที่มีโคลน กรวด หรือพื้นไม่สม่ำเสมอ

  • การบาดเจ็บจากวัสดุหล่นใส่เท้าระหว่างการขนย้ายสินค้า

หน่วยงาน Health and Safety Executive (HSE) ของสหราชอาณาจักรแนะนำให้เลือกพื้นรองเท้าตามชนิดของพื้นและสิ่งปนเปื้อนที่พบจริงในสถานที่ทำงาน ไม่ใช่ดูเพียงคำโฆษณาว่าเป็นรองเท้ากันลื่น 

ดังนั้น รองเท้าที่เหมาะกับงานคลังสินค้าพื้นเรียบอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพื้นที่ดินโคลนกลางแจ้ง แม้จะเป็นรองเท้านิรภัยเหมือนกันก็ตาม

7 ปัจจัยสำคัญในการเลือกรองเท้าเซฟตี้สำหรับฤดูฝน

1. เลือกพื้นรองเท้ากันลื่นให้เหมาะกับสภาพพื้นที่

พื้นรองเท้า (Outsole) เป็นจุดสัมผัสระหว่างผู้สวมใส่กับพื้นหน้างานโดยตรง จึงควรพิจารณาทั้งวัสดุ รูปแบบดอกยาง และผลการทดสอบการกันลื่น

สิ่งที่ควรตรวจสอบคือ พื้นรองเท้าเหมาะกับพื้นคอนกรีตเปียก พื้นกระเบื้อง แผ่นเหล็ก หรือพื้นที่มีดินโคลนหรือไม่ เพราะพื้นแต่ละประเภทมีลักษณะการยึดเกาะแตกต่างกัน

สำหรับพื้นที่กลางแจ้งที่มีดินหรือโคลน ดอกยางที่มีช่องว่างเหมาะสมอาจช่วยลดการอุดตันจากสิ่งสกปรก แต่สำหรับพื้นเปียกเรียบ ต้องพิจารณาคุณสมบัติของเนื้อยางร่วมด้วย ไม่ใช่ดูเพียงความลึกของดอกยาง

ข้อควรจำ: รองเท้าที่ระบุว่า Slip Resistant ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสลื่นในทุกพื้นผิว

2. ตรวจสอบคุณสมบัติกันน้ำให้ตรงกับระดับการสัมผัสฝน

คำว่า Water Resistant และ Waterproof มักปรากฏในรายละเอียดสินค้า แต่ไม่ได้มีความหมายหรือระดับการป้องกันเหมือนกันเสมอไป

สำหรับรองเท้านิรภัยที่อ้างอิง EN ISO 20345:2022 มีรหัสสำคัญสองรายการ ได้แก่

  • WPA: คุณสมบัติต้านทานการซึมผ่านและการดูดซึมน้ำของวัสดุส่วนบน

  • WR: คุณสมบัติการต้านทานน้ำของรองเท้าทั้งคู่ตามวิธีทดสอบที่กำหนด

การมี WPA อย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่ารองเท้าทั้งคู่สามารถป้องกันน้ำเข้าภายในได้ เพราะน้ำอาจซึมผ่านตะเข็บหรือส่วนประกอบอื่นได้ ในทางกลับกัน WR เป็นการทดสอบระดับรองเท้าทั้งคู่ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีน้ำเข้าตลอดอายุการใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำเข้าจากขอบรองเท้าหรือรองเท้าเริ่มเสื่อมสภาพ 

หากทำงานในพื้นที่ที่เปียกเป็นครั้งคราว รองเท้าแบบ WPA อาจเพียงพอในบางสถานการณ์ แต่ถ้าต้องทำงานกลางฝนเป็นเวลานาน ควรพิจารณารองเท้าที่มี WR และรูปทรงที่ลดโอกาสน้ำเข้าจากด้านบน

3. เลือกรองเท้าที่มีหัวนิรภัยตามความเสี่ยงของงาน

แม้ฤดูฝนจะทำให้หลายคนให้ความสำคัญกับการกันลื่นเป็นอันดับแรก แต่การป้องกันแรงกระแทกยังคงเป็นคุณสมบัติหลักของรองเท้าเซฟตี้

งานยกวัสดุก่อสร้าง ขนย้ายพาเลท หรือเคลื่อนย้ายเครื่องมือหนัก มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากสิ่งของตกใส่เท้า

รองเท้านิรภัยที่ผ่านมาตรฐาน EN ISO 20345 มีข้อกำหนดสำหรับหัวป้องกันนิ้วเท้าที่ทนแรงกระแทก 200 จูล และแรงกดทับ 15 กิโลนิวตันตามการทดสอบมาตรฐาน 

หัวนิรภัยมีหลายวัสดุ เช่น เหล็กและคอมโพสิต โดยควรเลือกจากมาตรฐานของรุ่น ความเหมาะสมกับงาน น้ำหนัก และความสบายของผู้สวมใส่ ไม่ใช่พิจารณาวัสดุอย่างเดียว

4. พิจารณาแผ่นป้องกันการเจาะทะลุสำหรับงานที่มีเศษวัสดุ

หนึ่งในความเสี่ยงที่อาจถูกมองข้ามในฤดูฝนคือ ตะปูหรือเศษเหล็กที่ถูกน้ำและโคลนปกคลุมจนมองเห็นได้ไม่ชัด

งานก่อสร้าง งานรื้อถอน และพื้นที่เก็บวัสดุจึงควรประเมินความจำเป็นของแผ่นป้องกันการเจาะทะลุ (Puncture Resistant Insert)

รองเท้าที่มีคุณสมบัตินี้อาจใช้แผ่นโลหะหรือวัสดุที่ไม่ใช่โลหะ โดยมีรหัส P, PL หรือ PS ตามข้อกำหนดการทดสอบที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม แผ่นป้องกันการเจาะทะลุไม่ได้หมายความว่ารองเท้าจะป้องกันของมีคมได้ทุกประเภท และยังควรเก็บเศษวัสดุออกจากพื้นที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ

5. เลือกความสูงของรองเท้าตามลักษณะหน้างาน

รองเท้าเซฟตี้มีทั้งแบบหุ้มส้นต่ำ หุ้มข้อ และรองเท้าบูท ซึ่งเหมาะกับงานต่างกัน

รูปทรง

ลักษณะงานที่เหมาะ

Low-cut

ลานขนส่งหรือพื้นที่เปียกเล็กน้อยที่ต้องเดินคล่องตัว

Mid-cut

งานติดตั้งภายนอกอาคารหรือพื้นที่มีเศษวัสดุ

High-cut

พื้นขรุขระและงานที่ต้องการการปกคลุมรอบข้อเท้ามากขึ้น

Safety Boots

งานดินโคลน น้ำกระเซ็น หรือน้ำขังที่ต้องป้องกันน้ำเข้ามากกว่าปกติ

รองเท้าหุ้มข้อไม่ได้ป้องกันข้อเท้าพลิกได้อย่างแน่นอน และความสูงของรองเท้าไม่ได้ยืนยันคุณสมบัติกันน้ำ ต้องตรวจสอบข้อกำหนดของแต่ละรุ่นแยกกัน

สำหรับงานที่ต้องสัมผัสน้ำลึกหรือแช่น้ำต่อเนื่อง ต้องประเมินระดับน้ำ ลักษณะสารปนเปื้อน และความจำเป็นในการใช้รองเท้าบูทนิรภัยเฉพาะทาง

6. พิจารณาความสบายเมื่อทำงานกลางฝนหลายชั่วโมง

การทำงานกลางแจ้งในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงปัญหาฝน แต่ยังมีความร้อนและความชื้นสูง

รองเท้าที่ป้องกันน้ำได้ดีแต่ระบายความชื้นภายในไม่เหมาะสมอาจทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกอับและไม่สบายเท้า

จึงควรพิจารณาคุณสมบัติต่อไปนี้ร่วมกัน

  • ซับในและโครงสร้างรองเท้าที่จัดการความชื้นได้เหมาะสม

  • พื้นรองรับแรงกระแทกสำหรับผู้ที่ต้องเดินหรือยืนนาน

  • น้ำหนักรองเท้าที่สอดคล้องกับกิจกรรม

  • รูปทรงหน้าเท้าที่ไม่บีบนิ้ว

  • พื้นรองเท้าที่มีความมั่นคงขณะเดินบนพื้นต่างระดับ

การทดลองสวมกับถุงเท้าที่ใช้ทำงานจริงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยประเมินความพอดีก่อนจัดซื้อ โดยเฉพาะเมื่อต้องจัดหารองเท้าให้พนักงานหลายคน

7. ตรวจสอบความทนทานและการบำรุงรักษา

รองเท้าเซฟตี้ที่ใช้กลางแจ้งต้องเผชิญทั้งน้ำ โคลน การเสียดสี และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ

ก่อนเลือกซื้อควรตรวจสอบวัสดุส่วนบน รอยต่อพื้นรองเท้า ลักษณะตะเข็บ และคำแนะนำการทำความสะอาดของผู้ผลิต

หากรองเท้าต้องสัมผัสน้ำมัน เชื้อเพลิง หรือสารเคมี ควรตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะของรุ่นเพิ่มเติม เพราะคุณสมบัติต้านทานน้ำมันเชื้อเพลิงของพื้นรองเท้า เช่น FO ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าจะกันลื่นบนพื้นน้ำมันหรือทนสารเคมีทุกชนิดได้ 

ตารางเปรียบเทียบรองเท้าเซฟตี้ตามระดับความเปียกและลักษณะงาน

เพื่อให้เลือกง่ายขึ้น ควรเริ่มจากประเมินว่าในหนึ่งวันต้องเจอน้ำมากแค่ไหน และมีความเสี่ยงอื่นร่วมด้วยหรือไม่

สภาพหน้างาน

คุณสมบัติที่ควรเน้น

แนวทางการเลือก

ฝนตกเล็กน้อย เดินบนพื้นคอนกรีต

การยึดเกาะ + วัสดุส่วนบนทนน้ำ

ตรวจสอบผลทดสอบกันลื่นและ WPA ตามความเหมาะสม

ฝนตกต่อเนื่องกลางแจ้ง

ต้านทานน้ำทั้งคู่ + กันลื่น

พิจารณารุ่นที่มี WR

ไซต์ก่อสร้างมีตะปูและเศษเหล็ก

หัวนิรภัย + แผ่นกันเจาะ + กันลื่น

พิจารณา S3/S3L/S3S หรือ S7/S7L/S7S ตามระดับการสัมผัสน้ำ

พื้นดินเปียกและโคลน

ดอกยางเหมาะกับดิน + ทำความสะอาดง่าย

เลือกรูปแบบพื้นและความสูงรองเท้าให้เหมาะกับสภาพพื้นที่

ลานขนส่งสินค้าเปียกฝน

กันลื่น + กระชับ + รองรับการเดิน

ทดลองกับสภาพพื้นและงานขนย้ายจริง

พื้นที่น้ำขังต่อเนื่อง

ป้องกันน้ำเข้า + ความสูงรองเท้าเหมาะสม

พิจารณาบูทนิรภัยสำหรับพื้นที่เปียกโดยเฉพาะ

ตารางนี้เป็นแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัวว่าทุกหน้างานต้องใช้รองเท้าประเภทเดียวกัน ควรอ้างอิงการประเมินความเสี่ยงและเอกสารคุณสมบัติของผู้ผลิตประกอบการตัดสินใจ

อ่านมาตรฐาน EN ISO 20345 อย่างไรให้เข้าใจเมื่อต้องซื้อรองเท้าเซฟตี้หน้าฝน?

รองเท้าบางรุ่นมีสัญลักษณ์จำนวนมากบนฉลาก แต่ผู้ใช้งานอาจไม่ทราบว่าแต่ละรหัสมีความสำคัญอย่างไร

มาตรฐาน EN ISO 20345:2022 มีการปรับรหัสบางรายการจากฉบับปี 2011 จึงควรตรวจสอบปีของมาตรฐานที่ระบุบนสินค้า ไม่ควรนำความหมายของรหัสจากคนละฉบับมาเปรียบเทียบโดยตรง

รหัส

ความหมาย

ความเกี่ยวข้องกับฤดูฝน

S2

รองเท้า S1 ที่เพิ่มคุณสมบัติ WPA

เหมาะกับงานที่ต้องการต้านทานน้ำของวัสดุส่วนบน

S3

เพิ่มการป้องกันการเจาะทะลุและพื้นดอกยางจาก S2

พิจารณาสำหรับงานที่มีเศษวัสดุบนพื้น

S6

S2 ที่มีคุณสมบัติ WR

เหมาะกับงานที่ต้องการต้านทานน้ำทั้งรองเท้า

S7

S3 ที่มีคุณสมบัติ WR

สำหรับงานที่ต้องการทั้งการป้องกันการเจาะและการต้านทานน้ำทั้งรองเท้า

WPA

ต้านทานการซึมผ่านและการดูดซึมน้ำของส่วนบน

ไม่เท่ากับการรับรองกันน้ำทั้งคู่

WR

การต้านทานน้ำของรองเท้าทั้งคู่

ใช้ประกอบการพิจารณางานเปียกต่อเนื่อง

SR

ผลทดสอบกันลื่นเพิ่มเติมตามมาตรฐานฉบับปี 2022

ช่วยประเมินการกันลื่นภายใต้เงื่อนไขทดสอบที่กำหนด

P / PL / PS

การป้องกันการเจาะทะลุตามประเภทแผ่นและวิธีทดสอบ

สำคัญสำหรับงานมีตะปูหรือเศษวัสดุแหลมคม

อ้างอิงรายละเอียดรหัสจากผู้ผลิตรองเท้านิรภัย COFRA, ELTEN และ uvex 

ข้อแตกต่างที่ควรรู้: รหัส SRA, SRB และ SRC พบในระบบการทดสอบรุ่นเดิม EN ISO 20345:2011 ขณะที่ฉบับปี 2022 ใช้หลักเกณฑ์กันลื่นพื้นฐานที่ปรับใหม่และมีรหัส SR สำหรับการทดสอบเพิ่มเติม ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องค้นหารหัส SRC บนรองเท้าทุกรุ่นที่ผลิตตามมาตรฐานฉบับใหม่

นอกจากนี้ การที่รองเท้าผ่านการทดสอบ SR ก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะยึดเกาะได้ดีในทุกสถานการณ์ เช่น โคลนลึก พื้นโลหะเปียก หรือพื้นผิวที่มีตะไคร่น้ำ

รองเท้าเซฟตี้กันน้ำกับรองเท้าบูทนิรภัย แบบไหนเหมาะกับงานหน้าฝน?

คำตอบขึ้นอยู่กับระดับน้ำและลักษณะการเคลื่อนไหวระหว่างทำงาน

รองเท้าเซฟตี้แบบหุ้มข้อที่มีคุณสมบัติ WR อาจเหมาะกับงานกลางฝนที่ต้องเดินและเคลื่อนไหวหลายรูปแบบ โดยเฉพาะงานที่ไม่ต้องแช่น้ำลึก

ส่วนรองเท้าบูทนิรภัยอาจเหมาะกับพื้นที่มีน้ำขัง ดินโคลน หรือจำเป็นต้องป้องกันน้ำกระเซ็นเข้าสู่ภายในรองเท้ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รองเท้าบูททั่วไปไม่ได้เป็นรองเท้าเซฟตี้ทุกคู่ ต้องตรวจสอบว่ามีหัวนิรภัยและคุณสมบัติตรงกับความเสี่ยงของงานด้วย

หากหน้างานมีน้ำท่วมขังจนไม่สามารถประเมินสภาพพื้นหรืออันตรายใต้ผิวน้ำได้ ควรหยุดและประเมินความปลอดภัยของพื้นที่ก่อน ไม่ควรพึ่งพาคุณสมบัติของรองเท้าเพียงอย่างเดียว

วิธีเลือกรองเท้าเซฟตี้ให้เหมาะกับหน้างานจริง 5 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1: สำรวจสภาพพื้น

แยกประเภทพื้นคอนกรีต พื้นเหล็ก ดิน โคลน และน้ำขัง รวมทั้งตรวจสอบสิ่งปนเปื้อน เช่น น้ำมันหรือสารเคมี

ขั้นตอนที่ 2: ประเมินระยะเวลาสัมผัสน้ำ

พิจารณาว่ารองเท้าเจอเพียงละอองฝน ฝนต่อเนื่อง น้ำกระเซ็น หรือจำเป็นต้องเดินลุยน้ำขัง

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบมาตรฐานของสินค้า

เลือกหัวนิรภัย การป้องกันการเจาะ การต้านทานน้ำ และการกันลื่นตามความเสี่ยงที่ประเมินไว้

ขั้นตอนที่ 4: ทดลองสวมและเดิน

ลองกับถุงเท้าทำงานจริง ตรวจสอบความพอดีบริเวณหน้าเท้า ส้นเท้า และความมั่นคงเมื่อเดินหรือย่อตัว

ขั้นตอนที่ 5: ตรวจสอบการใช้งานก่อนจัดซื้อจำนวนมาก

ทดลองในพื้นที่ทำงานจริงภายใต้การควบคุมความปลอดภัย รวบรวมความคิดเห็นผู้สวมใส่ และตรวจสภาพรองเท้าหลังใช้งาน

แนวทางทดลองรองเท้ากับสภาพหน้างานจริงสอดคล้องกับคำแนะนำของ HSE ซึ่งระบุว่าไม่ควรตัดสินใจจากข้อมูลในแคตตาล็อกหรือผลทดสอบในห้องปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว 

วิธีดูแลรองเท้าเซฟตี้หลังทำงานกลางฝน

แม้รองเท้าจะมีคุณสมบัติป้องกันน้ำ แต่การดูแลหลังใช้งานยังจำเป็น โดยเฉพาะรองเท้าที่สัมผัสโคลนหรือความชื้นต่อเนื่อง

หลังเลิกงานควรทำอย่างไร?

  1. เคาะดินและทำความสะอาดดอกยางเพื่อลดสิ่งสกปรกสะสม

  2. เช็ดบริเวณตัวรองเท้าและรอยต่อให้สะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิต

  3. ถอดแผ่นรองด้านในออกผึ่งแยก หากผู้ผลิตระบุว่าสามารถถอดได้

  4. ผึ่งในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท โดยหลีกเลี่ยงความร้อนสูงหรือวิธีอบที่ผู้ผลิตไม่ได้อนุญาต

  5. ตรวจสอบพื้นรองเท้า รอยแตกร้าว รอยแยก และสภาพวัสดุส่วนบนก่อนใช้งานครั้งถัดไป

หากพบว่าน้ำซึมเข้ารองเท้าผิดปกติ ควรตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นเพียงความชื้นจากเหงื่อ เพราะอาจเกิดจากวัสดุหรือรอยต่อเสื่อมสภาพได้

สัญญาณที่ควรหยุดใช้และตรวจประเมินรองเท้า

สิ่งที่พบ

แนวทางดำเนินการ

ดอกยางสึกจนการยึดเกาะลดลง

หยุดใช้ในพื้นที่เสี่ยงและประเมินการเปลี่ยน

พื้นรองเท้าแยกออกจากตัวรองเท้า

หยุดใช้งานและตรวจประเมินทันที

มีรอยแตกหรือรูที่ทำให้น้ำเข้า

ตรวจสอบและพิจารณาเปลี่ยน

หัวนิรภัยเสียรูปจากแรงกระแทก

หยุดใช้งานและเปลี่ยนตามคำแนะนำผู้ผลิต

รองเท้ามีกลิ่นอับหรือแห้งไม่สนิท

ทำความสะอาดและทำให้แห้งตามคำแนะนำ

แผ่นกันเจาะหรือพื้นรองเท้าเสียหาย

หยุดใช้งานจนตรวจสอบความปลอดภัยแล้ว

ไม่ควรกำหนดอายุรองเท้าเป็นจำนวนเดือนหรือปีแบบเดียวกันสำหรับทุกงาน เนื่องจากความเสื่อมสภาพขึ้นอยู่กับวัสดุ ความถี่การใช้งาน และสภาพแวดล้อม การตรวจสภาพจริงจึงสำคัญกว่าการดูอายุเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างการเลือกรองเท้าเซฟตี้ในสถานการณ์ต่าง ๆ

กรณีที่ 1: งานก่อสร้างช่วงฝนตก

พื้นที่ก่อสร้างอาจมีทั้งดินโคลน พื้นคอนกรีตเปียก และเศษวัสดุแหลมคม ผู้รับผิดชอบควรเริ่มจากการพิจารณาหัวนิรภัย แผ่นป้องกันการเจาะ และพื้นรองเท้าที่เหมาะกับสภาพดิน

หากต้องสัมผัสฝนเป็นเวลานาน ให้พิจารณาความสามารถต้านทานน้ำทั้งรองเท้าเพิ่มเติม โดยตรวจสอบรุ่นและเอกสารรับรองก่อนซื้อ

กรณีที่ 2: พนักงานลานขนส่งสินค้า

พนักงานกลุ่มนี้อาจต้องเดินบนพื้นคอนกรีตเปียก ขึ้นลงทางลาด และขนย้ายสิ่งของอยู่ตลอดวัน

รองเท้าที่เหมาะสมควรมีการยึดเกาะตรงกับพื้นผิวที่ใช้งาน มีหัวนิรภัยตามความเสี่ยง และมีความพอดีเพียงพอสำหรับการเดินต่อเนื่อง

หากมีการใช้รถยกหรือทำงานใกล้พาเลท ควรประเมินความเสี่ยงจากวัตถุหนักตกหล่นหรือกลิ้งทับเท้าเพิ่มเติม

กรณีที่ 3: งานช่างติดตั้งอุปกรณ์ภายนอกอาคาร

ช่างติดตั้งอาจทำงานบนพื้นเปียก สลับกับการขึ้นบันไดหรือปฏิบัติงานบนพื้นต่างระดับ

นอกจากความสามารถในการกันลื่นแล้ว ควรพิจารณาความกระชับ รูปทรงพื้นรองเท้า และคุณสมบัติเฉพาะของงาน เช่น การใช้บันไดหรือการทำงานใกล้ระบบไฟฟ้า

การทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้าต้องใช้การประเมินอันตรายและมาตรการควบคุมเฉพาะ ไม่ควรอนุมานว่ารองเท้าเซฟตี้ทั่วไปหรือรองเท้าที่มีคุณสมบัติ Antistatic สามารถป้องกันไฟฟ้าช็อตได้

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อซื้อรองเท้าเซฟตี้ช่วงหน้าฝน

การเลือกซื้อจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ได้รองเท้าที่ไม่ตรงกับสภาพหน้างาน โดยเฉพาะเมื่อมีความเสี่ยงหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่

  • เลือกรองเท้ากันน้ำโดยไม่ตรวจสอบการยึดเกาะพื้น

  • เลือกรองเท้าดอกยางลึกโดยคิดว่าจะกันลื่นได้บนทุกพื้นผิว

  • เลือกรองเท้าบูทธรรมดามาแทนรองเท้านิรภัยโดยไม่ตรวจหัวป้องกันนิ้วเท้า

  • มองข้ามแผ่นป้องกันการเจาะในพื้นที่ที่มีตะปูหรือเศษเหล็ก

  • ไม่ตรวจสอบความพอดีและความสบายของผู้สวมใส่

  • ใช้รองเท้าที่พื้นสึกหรือมีน้ำซึมเข้าต่อไปโดยไม่ประเมินสภาพ

การจัดซื้ออุปกรณ์ PPE ที่เหมาะสมจึงควรเริ่มจากลักษณะความเสี่ยงของงาน แล้วจึงเลือกคุณสมบัติของสินค้าให้ตรงความต้องการ

สรุป: รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานกลางแจ้งในฤดูฝน แบบไหนคุ้มค่าที่สุด?

รองเท้าเซฟตี้ที่เหมาะกับฤดูฝนไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่มีคุณสมบัติมากที่สุดหรือมีราคาสูงที่สุด แต่ควรเป็นรุ่นที่ป้องกันความเสี่ยงสำคัญของหน้างานได้ตรงจุด

สำหรับพื้นที่เปียก ควรให้ความสำคัญกับการกันลื่นและการต้านทานน้ำ สำหรับพื้นที่ก่อสร้างต้องพิจารณาการป้องกันแรงกระแทกและการเจาะทะลุร่วมด้วย ส่วนงานที่ต้องเดินนาน ควรคำนึงถึงความสบายและความพอดีของรองเท้า

ผู้ที่กำลังมองหารองเท้าเซฟตี้สำหรับงานกลางแจ้งสามารถศึกษาประเภทและคุณสมบัติของรองเท้าเพิ่มเติมได้ที่ Master Safety โดยควรตรวจสอบข้อมูลมาตรฐานของสินค้าแต่ละรุ่นก่อนตัดสินใจ

4. Checklist ตรวจสอบก่อนซื้อรองเท้าเซฟตี้หน้าฝน

รายการตรวจสอบสำหรับฝ่ายจัดซื้อและ 


5. FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้าเซฟตี้หน้าฝน

1. รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานกลางแจ้งในฤดูฝนควรมีคุณสมบัติอะไร?

ควรมีหัวนิรภัยที่เหมาะกับงาน พื้นยึดเกาะดี และความสามารถต้านทานน้ำตามระดับการสัมผัสฝน หากมีเศษวัสดุแหลมคมควรพิจารณาแผ่นป้องกันการเจาะทะลุเพิ่มเติม

2. รองเท้าเซฟตี้กันน้ำจำเป็นต้องกันลื่นด้วยหรือไม่?

จำเป็นต้องพิจารณาทั้งสองคุณสมบัติแยกกัน เพราะการกันน้ำไม่ได้ยืนยันว่าพื้นรองเท้าจะกันลื่นได้ดีบนพื้นผิวทุกประเภท

3. รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน S3 สามารถใส่ลุยน้ำได้หรือไม่?

S3 ตามมาตรฐาน EN ISO 20345:2022 มีคุณสมบัติ WPA แต่ไม่ได้ยืนยันการต้านทานน้ำของรองเท้าทั้งคู่ หากต้องเจอน้ำต่อเนื่องควรพิจารณา WR หรือ S7 ตามความเสี่ยงของงาน

4. รองเท้าเซฟตี้หุ้มข้อเหมาะกับงานกลางฝนหรือไม่?

เหมาะกับงานบางประเภทที่ต้องการการปกคลุมรอบข้อเท้าเพิ่มเติม แต่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติกันน้ำจริง เพราะความสูงของรองเท้าไม่ได้รับประกันว่าป้องกันน้ำเข้าได้

5. รองเท้าบูทยางใช้แทนรองเท้าเซฟตี้ได้หรือไม่?

ใช้ได้เฉพาะรุ่นที่มีคุณสมบัติความปลอดภัยตรงกับความเสี่ยงของงาน รองเท้าบูทยางทั่วไปอาจไม่มีหัวนิรภัยหรือแผ่นป้องกันการเจาะทะลุ

6. รองเท้าเซฟตี้เปียกฝนควรทำอย่างไร?

ควรทำความสะอาดสิ่งสกปรก ผึ่งให้แห้งในพื้นที่อากาศถ่ายเทตามคำแนะนำผู้ผลิต และตรวจสอบรอยแตก รอยแยก รวมถึงความเสียหายก่อนใช้งานครั้งต่อไป

7. รองเท้าเซฟตี้กันลื่นสามารถลื่นบนพื้นเปียกได้หรือไม่?

ได้ เนื่องจากการยึดเกาะขึ้นอยู่กับสภาพพื้น สิ่งปนเปื้อน วัสดุพื้นรองเท้า และระดับการสึกหรอ ควรเลือกตามสภาพหน้างานจริงและรักษาความสะอาดของพื้นรองเท้า


#รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้าเซฟตี้กันน้ำ #รองเท้าเซฟตี้กันลื่น #รองเท้านิรภัย #รองเท้าเซฟตี้งานก่อสร้าง #อุปกรณ์เซฟตี้ #ความปลอดภัยในการทำงาน

ความคิดเห็น

โปรดทราบว่าความคิดเห็นต้องได้รับอนุญาตก่อนถึงจะเผยแพร่

เพิ่มบันทึกการสั่งซื้อ

    กำลังมองหาสินค้าใช่ไหม?

    Popular Searches:  Jeans  Dress  Top  Summer  SALE  

    LINE